![]() |
|
Spaces home Cozycle's SpacePhotosProfileFriends | ![]() |
|
July 31 another memoryแสงแดดยามเช้าส่องผ่านกันสาดผ้าใบลงมาตัดกับควันหอมกรุ่นของกาแฟยามเช้า ผมนั่งอยู่อย่างนี้มานานเท่าไรแล้วนะ โต๊ะนึงมีสี่ที่นั่ง แต่ผมก็ยังคงนั่งอยู่คนเดียว มองตามผู้คนหลากหลายที่เดินผ่านไปผ่านมา บ้างก็คุ้นตา แต่ยังมีหลายคนที่ผมยังไม่เคยรู้จักเค้าจริงๆ ผมเห็นผู้หญิงคนนึงที่เคยรู้จักดีกำลังจะผ่านไป ทำท่าจะเอ่ยปากทัก แต่ก็เงียบไว้ ด้วยสาเหตุใดมิอาจทราบได้ ผมยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น ...เวลาผ่านไปช่างรวดเร็ว แต่ผมก็ยังอยากจะไปให้เร็วกว่าเวลา ...ซักนิดนึงก็ยังดี ผมเดินมาจากทางใหนนะ ทางซ้าย หรือ ทางขวาของร้านกาแฟ ผมจำไม่ได้ แล้วผมเดินมากับใครกัน ผมจำได้นะว่าเคยมีคนมานั่งกินกาแฟด้วย แต่ผมจำไม่ได้ซะแล้วล่ะว่าคนๆนั้นเป็นใคร เหมือนจะกลายเป็นคนที่เราไม่รู้จักไปแล้ว...จริงๆ ...ผมยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น เวลาเคลื่อนคล้อย ตะวันฉายแสงลงมาจากกลางท้องฟ้า แต่เงาของปลาวาฬบินได้ช่วยบดบังแสงเจิดจ้าลง จึงทำให้ผู้คนยังครึกครื้นอยู่ในถนนสายนี้ ร้านกาแฟเริ่มแน่นขึ้นจากเมื่อเช้า แต่ผมก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่าจะไปที่ใหน จิบกาแฟไป กระดาษกับดินสอในมือเริ่มร่างความฝัน ผมเริ่มหลุดออกจากความเป็นจริง ความหวัง ความฝัน อนาคต ผมเขียนออกไปทั้งที่รู้บ้างไม่รุ้บ้างว่ามันคืออะไร เพียงแต่มันออกมาจากตัวผมเท่านั้นเอง ผมยังคงเขียนต่อไป...ต่อไป...ต่อไป ยามบ่ายล่วงเลย มือของผมยังคงกำดินสออยู่ แต่กระดาษที่เขียนเริ่มแน่นไปด้วยความฝันระลอกแล้วระลอกเล่า ผมเพิ่งจะเงยหน้ากลับมามองดูผู้คน จึงเหลือบไปเห็นผู้หญิงคนนึงกำลังเดินอยู่ไกลๆ อันที่จริง...ผมเหลือบไปเห็นรองเท้าของเธอก่อนต่างหาก ผมว่าผมเคยเห็นเธอนะ แต่ช่างเถอะเพราะตอนนี้เธออยู่ตรงหน้าผมแล้ว ผมยังไม่วางตาจากผู้หญิงคนนั้น แล้วมือก็เริ่มร่างความฝันเกี่ยวกับเธอ เธอเดิน...ใกล้เข้ามา ...ใกล้เข้ามา ...ใกล้เข้ามา จนมาหยุดลงที่โต๊ะกาแฟที่ผมนั่งอยู่ ผมปล่อยดินสอในมือ และเอ่ยปากคำแรกของวัน..."เอ่อ...หวัดดีครับ" เธอไม่ได้ตอบ...เพียงแต่ยิ้มให้ผม ทำท่าเหมือนจะยกมือไหว้ แต่ก็วางมือลง แสงแดดยามเย็น...ก็ยังคงตัดกับคัวนกรุ่นของกาแฟ ผู้คนก็ยังคงเดินผ่านไปผ่านมา แต่คราวนี้ เวลาได้หยุดลง ณ โต๊ะกาแฟที่มีเก้าอี้สี่ตัว... แต่มีคนนั่ง...สองคน สำหรับพรุ่งนี้... ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นเช่น ไร July 18 จากวันสู่วันการที่คนเราไม่ได้นอนหลายๆวันมันจะทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่หมดเร็วขึ้นหรือเปล่านะ?
ไม่ได้นอนแล้วยังต้องทำงานไม่หยุดแบบนี้
ไม่ได้รู้สึกเลยว่าอีกวันเป็นวันใหม่
แต่สภาวะในตอนนี้
กลับไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนก่อนอีกแล้ว
ยังมีเป้าหมายอยู่นิดหน่อยละมั๊ง
ใครบางคนที่เรา...เออ...คิดว่าค่อนข้างใช่นะ
ก็เลยดูเหมือนว่าเรามีอะไรที่ควรต้องทำ
...ต้องเก่ง
อะไรแบบนั้น
เค้าคงยังไม่รู้หรอกว่ามีใครคิดถึงอยู่
และเค้าก็คงไม่รู้หรอกว่ามีคนอยากเจอ...อยากคุยด้วย
จริงๆเราก็น่าจะพูดออกๆไปนะ
เพียงแต่เรายังตอตัวเองไม่ได้เท่านั้นเองว่าชอบเค้าตรงใหน?
หรือทำไม?
มันคงไม่ดีถ้าเรายังตอบตัวเองไม่ได้เลย
รู้แต่เพียงชอบ(ที่เป็นคนละคำกับคำว่ารัก)
ก็ทำให้มีกำลังใจทำงานแล้ว
พอก่อนดีกว่าเรื่องรักๆใคร่
อะไรๆในตอนนี้ดูจะราบรื่นดีมากๆ
เริ่มจะจับทุกวิชามาออกแบบร่วมกันๆได้แล้ว
ขาดเพียงเวลา
โอ...เวลา
ทำไม่ไม่เคยรอเราเลยนะ
อยากให้เวลาหยุดไว้...ซักนิดนึงก็ยังดี
อยากไปให้เร็วกว่าคนอื่น...ซักนิดก็ยังดี
ยังไงซะ...เราก็ยังคงยนอยู่บนโลกใบเดิม
เพียงแต่...
ตอนนี้เรามองเห็นเธอยืนอยู่บนโลกนี้อีกคน
June 24 จุดยืนหลายวันแล้วซินะที่ผมไม่ได้มาระบายสิ่งใดลงในสเปซแห่งนี้
หลายสิ่งเกิดขึ้น
และหลายสิ่งก็พังทลายไป
วันก่อนผมเขียนเพลงขึ้นมาหนึ่งเพลง
แล้วก็มีคนร้องให้ให้กับเพลงนั้นด้วย(
ก็คงยังพอมีฝีมือน่ะนะ
มีคนบางคนที่เราไม่อาจกลับไปคุยและรักกันได้อีกแล้ว
เธอเป็นคนสอนให้เราตีหน้าใส่ผู้คนด้วยล่ะ
หลายคนที่กาลเวลาพิสูจน์แล้วว่าเค้าคือคนที่พระเจ้าขีดเส้นมาให้เดินไปพร้อมๆกับเรา
ขอบคุณนะ
สุดท้ายแล้ว...ถ้าฝันไว้ไกลนัก...เราก็คงต้องเดินไปคนเดียว
นั่นคือสัจธรรมในตอนนี้
ไม่มีใครช่วยคุณได้ในขณะที่เค้าไม่เข้าใจคุณ
เบื่อหน่ายกับชีวิต
มีความสุขกับการสร้างและทำลาย
ไม่ผิดใช่ไหม?...ที่เราชอบทำสิ่งตรงข้าม
เมื่อสุดท้ายผลลัพธ์มันคือกัน
ขอบคุณหลายคนที่ตามอ่านบล๊อก
ทำให้เรารู้สึกว่ายังมีคนห่วงใย
ความรักคือความ"ห่วงใย ใส่ใจ และ คิดถึง"
ยังคงเชื่ออยู่
แต่หาคนมาพิสูจน์ไม่ได้
สถานที่ๆดีที่สุดตอนนี้คือบนโต๊ทำงาน
ไม่ว่าจะโต๊ะที่คณะหรือที่บ้าน
ขอร้องเถอะ
กูไม่ได้เก่งแต่เรื่องออกแบบนะ
แต่กูก็คุยเป็นแต่เรื่องออกแบบ
ทำไมเพื่อนกูมันไม่ค่อยจะได้ดีกันเลยนะ
สุดท้ายก็หายไป
...หายไป
...หายไป
ถ้าฝันไกล
เราก็คงต้องเดินไปคนเดียว
cozycle
วุฒิกรสุทธอาภา January 20 อย่ามาทะลึ่ง... ผ่านพ้นปีใหม่มาไม่นาน...ก็มาถึงวันเด็ก(ซึ่งก็ผ่านไปแล้ว)...ปีใหม่ก็ควรเริ่มทำสิ่งใหม่ๆใช่มะ...เมื่อเร็วๆนี้พี่สาวเราก็เพิ่งเข้าโรงพยาบาลไปด้วยโรคหอบหืด...~_~ หลังจากปาร์ตี้กันข้ามวันในงานกีฬาถาปัด...ผลสรุปจากการยั่งเสียงกันจึงออกมาว่า...
เรา...ควรจะเลิกบุหรี่กันได้แล้ววว...ใช่แล้วนี่แหละคือเหตุของการเขียนบล๊อกในวันนี้...และก็อย่างน้อยต้องเลิกให้ได้เดือนนึงขึ้นไปแหละ พอเพื่อนถามว่า"มีบุหรี่ไหม?"
เราก็บอกว่า"กูเลิกแล้ว"
มันก็เลยว่า"อย่ามาทะลึ่ง...ไอ้***"
แล้วทำไมมันถึงไม่เชื่อเราหว่า....? December 24 Memory of "ลำโพง"ร้านขายเทปและซีดีของฉัน ร้าน"ลำโพง" อากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศพอจะทำให้คลายร้อนจากความวุ่นวายสับสนจากภายนอกได้บ้าง ฉันนั่งอยู่ในร้านร้านนี้มาตั้งแต่เมื่อไร? ฉันลืมไปแล้วล่ะ รู้เพียงว่าฉันพยายามจะขายความฝันในรูปแบบของดนตรีให้กับผู้คนได้เสพบ้างเท่านั้น และมันก็นานพอที่ฉันจะทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา
สุข ทุกข์ เศร้า เสียใจ มันทำให้ฉันแอบประหลาดใจอยู่เล็กน้อย "นี่เราผ่านมันมาได้ยังไง?" เกลียวคลื่นแห่งความทรงจำยังคงถาโถมใส่ฉันอย่างไม่รู้ตัว พร้อมๆกับภาพผู้คนที่กำลังไล่ตามความฝันและความทรงจำ เหมือนกับครั้งหนึ่งที่ฉันเคยพยายาม...
คุณได้ยินเสียงนั่นมั๊ย... เสียงเกลียวคลื่นแห่งความฝันและความทรงจำดังอยู่ไม่ไกล บางทีมันอาจจะหลบซ่อนอยู่ที่ไหนซักแห่ง รอวันให้เราออกไปค้นหา ชักอยากตามหาซะแล้วสิ... ... แต่หลายๆสิ่งที่ฉันแบกรับเอาไว้ในร้านแห่งนี้ยังคงทำให้ฉันต้องนั่งรอต่อไป
Just a wave... ภาพเหตุการณ์ข้างนอกยังคงหมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดนิ่ง ผู้คนมากมายกับความฝันและความทรงจำที่หลากหลายยังคงหมุนวนและกลับคืนเหมือนระลอกคลื่น ในวันที่ฟ้าสดใสเหมือนวันนี้ ฉันยังคงเหม่อลอย มองภาพหน้าต่างหน้าร้าน ทบทวน และไล่ตามความทรงจำ ที่ยังคงหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นทับซ้อนกับความฝันที่แยกออกจากกันไม่ได้ซักที ใช่สิ ความฝันกับความทรงจำ บางครั้งก็ใกล้เคียง...
ฉันหลงรักความฝัน แต่บางครั้งก็ยังเผลอแบ่งใจให้กับความทรงจำเก่าๆอยู่เสมอ ลาเต้ในแก้วพร่องไปเยอะ แล้วสายตาของฉันก็หยุดที่ใครคนหนึ่ง ดูๆไปแล้วเค้าก็เหมือนคนทั่วไปที่ฉันเคยพบเจอและ เลือกที่จะมองผ่าน แต่ทำไม ? ความธรรมดา ของเค้ายิ่งทำให้ฉันอยากรู้จักและอยากเข้าใกล้เค้าเข้าไปทุกที เค้าเดินเข้ามาในร้าน
ใช่เค้าแน่นอน!! เป้ใบใหญ่ อุปกรณ์เขียนแบบ รองเท้าคู่เดิมที่ฉันยังจำได้ติดตา เค้าเดินเลือกซีดีอยู่ซักพักหนึ่ง...แล้วก็เดินหยิบซีดีที่ดูจะไม่ค่อยเข้ากันมาให้ฉันคิดเงิน (bob marley,คาราบาว,elvis,pink floyd)
"ฟังเพลงจับฉ่ายดีนะคะ" ฉันเอ่ยปากก่อน "ผมว่า...เพลงมันก็เหมือนความฝัน...เราไม่ผิดหรอกที่จะลองฝันในแบบที่แปลกไปนะ..."
"เธอเคยมีฝันมั๊ยล่ะ"...ฉันยังคงเอ่ยปากถามต่อ "มีสิ ความฝันของผมช่างมากมาย และผมอยากทำให้ดีที่สุดทุกๆฝันเลยล่ะ" "อืม...แต่... ณ จุดที่ฉันทำอยู่ตรงนี้...ฉันไม่รู้เลยว่าจะพบกับฝันที่รออยู่ได้เมื่อไหร่ล่ะสิ คงต้องรออีกนาน.." "เธอไม่ผิดหรอกที่เดินมาบนเส้นทางสายนี้ เพราะเธอเลือกไม่ได้ หรือบางทีอาจมีใครบางคนเลือกให้เธอแล้ว ผมไม่รู้ แต่เธอจะทำยังไงล่ะ ให้เธอเดินบนเส้นทางสายนี้ อย่างมีความสุข และสนุกกับมันได้ทุกเวลา..อย่างน้อย...เธอก็ได้ลุ้นว่าใครจะเดินผ่านประตูบานนั้นเข้ามาบ้าง...จริงไหม?"
แล้วเค้าก็เดินออกไป
หลายวันหลังจากนั้น เค้ายังคงเดินมาหาฉันที่ร้านเสมอๆ บางครั้งก็แค่มานั่งคุยกันถึงเพลงบางเพลงที่เราต่างชอบเหมือนกัน
ฉันไม่รู้ว่าวันนั้นเค้าบอกกับฉันอย่างนี้รึเปล่า แต่ถึงไม่ใช่ทั้งหมด ทุกช่วงเวลาที่ได้พบ พูดคุย เค้า "ให้" ในสิ่งที่ฉันไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน มันเป็นสิ่งที่พิเศษ พิเศษพอๆกับ "รักแท้" ที่ใครหลายคนเลือกที่จะฝันถึง จะมากเกินไปรึเปล่า ถ้าฉันจะบอกว่า "เค้าทำให้ชีวิตของฉันในวันพรุ่งนี้ก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง" ฉันเชื่ออย่างนั้น ครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกัน เค้าเดินออกไปจากร้านแล้ว ดูเหมือนจะรีบไปที่ไหนสักแห่ง ฉันได้เพียงหวังว่า ความฝันและความทรงจำที่มีค่าจะรอเค้าอยู่บนทางเดินข้างหน้า ที่ไม่รู้ว่าจะทอดยาวไปไกลเท่าไร... หวังว่าเราคงจะได้ใช้เส้นทางร่วมกัน... เราเลือกทางเดินเองไม่ได้...แต่ฉันก็ดีใจที่ครั้งนึงเราเคยมายืนอยู่บนเส้นตรงเดียวกัน
สาวน้อยเจ้าของร้านเทปและซีดี"ลำโพง"
November 06 Something from Heineken Fat Festival 5รู้ไหม...ว่าบางสิ่งมันก็ยากมากๆที่จะสร้างให้มันเกิดขึ้น
แต่
จริงๆแล้วมันยากยิ่งกว่า...ที่จะลบมันลงไปจากหัวใจ
วันเสาร์...ณ เวทีรถไฟเหอะ...มีผู้ชายคนหนึ่งยืนเอาหน้ารับฝนที่ตกลงมาเพื่อจะล้างน้ำตาตัวเอง มันไม่ใช่อะไรหรอก...แต่ว่าเพลง"ฤดูร้อน" ที่ PARADOX กำลังเล่นอยู่มันทำให้สะเทือนใจทั้งๆที่มันกำลังจะเป็นหน้าหนาวโดยเฉพาะคำว่า...ไม่มีเธอ
เราน่ะพยายามทำให้มันดูเหมือนว่ารับได้แล้วนะ...แต่อย่างไรซะหลายๆมันก็ยังช๊อคอยู่ในความทรงจำ
เค้าเองอาจจะไม่รู้...แต่ว่าการพูดเหมือนว่าอยากจะดีด้วย...อยากจะสนิทกันเหมือนเดิม...มันเป็นการสร้างความหวังอย่างใหญ่หลวงให้กับผมเลยนะ...
แต่เราก็คิดของเราน่ะแหละว่าถ้าน้องจะคิดงั้นจริงๆเค้าก็คงจะเข้ามาหาเอง...เราไม่อยากให้เค้ามองว่าเราตื้อน่ะ...กลัวเค้ารำคาญแล้วจะแย่ไปใหญ่
แต่แล้ว...เค้าก็ไม่เข้ามาคุย...ไม่รู้...เราไม่รู้อะไรเลย...เพียงแต่ไอ้การที่ไปตั้งความหวังเอาไว้...มันเลยทำให้กลายเป็นผิดหวังไปแทน
อันที่จริงเค้าก็ส่งข้อความมาหาบ้างน่ะนะ...แต่ไม่รู้ดิ...มันไม่มีอะไรในข้อความนั้นเลยที่แปลว่ายังเหมือนเดิม
เฮ้อ...รับไม่ได้ๆๆ
คำว่าตามมารยาทเป็นอะไรที่เราเกลียดมาตั้งนานแล้ว...แต่เอาเถอะ...นอกเรื่องมาไกลแล้ว
เราอยากจะบอกว่าจริงๆไม่ได้อยากไปงานแฟตเลย...แต่มีคนบางคนที่ทำให้คิดว่าเราไม่ไปไม่ได้...รู้ไว้ซะว่าไปเพื่อเธอเลยนะ..ถึงจะไม่ค่อยอยู่ช่วยก็เถอะ
อีกอย่าง...ยังรับไม่ได้ซักเท่าไรที่จะเห็นคู่รักเดินเกลื่อนงานไปหมด...กูโดนทิ้งไง...ก็เลยเซ็งๆ...ก็มีคนมองเหมือนกันแหละ...ไอ้บ้าที่นั่งดูดบุหรี่คนเดียวกลางสนามหญ้า...แถมไอ้คุณเพื่อนก็พาคนที่เราเคยชอบแต่เค้าไม่ชอบเรามาด้วยกันซะอีก
สรุปได้ความว่างานแฟตปีนี้...ห่อเหี่ยว...เสียใจ...เสียน้ำตา...เหนื่อย...แถมผิดนัดอีกวันนึงเพราะตื่นไม่ไหวซะอีก
แต่กับคืนวันนี้ก็ยังสบายใจนะ
รักนะแต่ไม่กล้าบอก
cozycle
ป.ล.อยากให้คนที่เราพาดพิงถึงมาอ่านจัง...อ่านแล้วก็มาเคลียร์กันตัวเป็นๆก็ดีนะ...ไม่ได้รำคาญซะหน่อย -_-" October 14 Oranji's Memory in Hospital"นี่ๆคุณพยาบาลดูสิ ปลาวาฬมันขยับได้"
"อิ อิ คนคงเดินไปชนมันเข้ามั้งคะ" วันนี้ก็คงเป็นวันที่11 ที่ต้องมาอยู่ในห้องคนไข้หลังเหตุการ์ณปลาวาฬระเบิด
หลายๆคนคงคิดว่าน่าเบื่อที่ต้องมานอนอยู่ในห้องแบบนี้ ซึ่งเราก็อยากจะบอกว่า "ใช่เลยน่าเบื่อ" ถึงแม้ว่าเราจะสามารถออกไปเดินร่อนได้ภายหลังนั้นอีก 3 วันก็ตามเหอะ(แปลว่าอยู่มาสองอาทิตย์แล้ว) ซึ่งที่ๆเราชอบไปมากที่สุดก็คงจะเป็นดาดฟ้าของโรงพยาบาล ที่ซึ่งสามารถมองเห็นถนนสายแห่งความทรงจำได้อย่างชัดเจน จากตรงดาดฟ้านี้ สามารถมองเห็นซากปลาวาฬได้ไกลๆ
แต่ก็เห็นว่ามันยังคงกองอยู่ที่เดิม แม้เวลาจะผ่านไปหลายวัน เราเฝ้ามองไอ้ตัวนี้มาตลอด และคิดว่า
มัน.........แปลกดี "อ่ะ หรือว่าไม่จิง"
ในเมื่อปลาวาฬตัวใหญ่ขนาดนั้น
ร่วงหล่นระเบิดพุงแตก ลงมาจากฟ้า แต่บ้านเรือนในถนนสายนั้น กลับไม่เป็นไรเลย จะมีก็แต่คนบาดเจ็บเท่านั้น เอ๊ะ ไม่สิ มีตาย 1
สาเหตุเพราะเป็นโรคแพ้สารโปรตีนที่อยู่ในกล้วยสตรอเบอร์รี่ซึ่งเป็นสวนผสมหลักของไส้ปลาวาฬ แต่ก็นั่นแหละ มันน่าแปลกที่สุด
และที่เราว่าแปลกอีกอย่างนึงคือที่เราเห็นว่ามันขยับ อย่างที่พยาบาลบอกว่าคงมีคนเดินชน แต่จะเป็นไปได้อย่างไร ต้องคนกี่ร้อย ถึงจะชนให้ปลาตัวยักษ์ขยับไดักัน แสงแดดอุ่นๆที่ดาดฟ้าเริ่มทำให้เราง่วงนอน
ลมเย็นๆโชยพัด หอบกลิ่นหอมของช่อปะการังลอยมาตามลม มันช่าง...........รู้สึกดีจัง "พี่ค่ะ!"
เสียงเด็กหญิงในชุดตัวตุ่น ที่ตอนนี้กลายมาเป็นเพื่อนเราหลังจากเหตุการณ์ระทึกทำให้เรารู้สึกตัว "หมอบอกว่าพรุ่งนี้พี่ก็ออกโรงพยาบาลได้แล้วดีใจด้วยนะคะ" อืม ใช่พรุ่งนี้เราก็ออกจากโรงพยาบาลนี้แล้ว
คิดไป.................. ที่ผมบอกว่าน่าเบื่อที่อยู่ที่นี่ตอนนี้มันก็อาจจะมีส่วน
แต่มันก็คงไม่แย่เสมอไป การอยู่ที่นี่ ได้ใช้ชีวิตอยู่บนถนนสายความทรงจำนี้ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในโรงพยาบาล
แต่มันก็ทำให้เราเรียนรู้อะไรได้หลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้ามองปลาวาฬ ได้รู้จักหนูตัวตุ่น ได้ลิ้มรสวุ้นน้ำเกลือสุดเห่ยที่เราคงหาทานที่ไหนไม่ได้นอกจาก ณ โรงพยาบาล แห่งนี้เท่านั้น และการได้ชม ถนนทั้งเส้นจากดาดฟ้าของโรงพยาบาล ผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา
เราไม่ต้องไปเดินเบียดเสียด ไม่ต้องวิ่งกันตาแหกแบบพวกเขา...? เขาวิ่งกันทำไม? "ครืน~~~~~~~~!"
พื้นดาดฟ้าโรงพยาบาลสั่นไหว ทำให้ต้องรีบหาที่ยึด ก่อนที่จะหันไปทางต้นเสียงที่มาจากกลางถนนเส้นนี้ "ปลาวาฬ!!!"
ซากปลาวาฬที่แบนแฟบติดกับพื้นกำลังค่อยๆขยับลอยขึ้นเหนือพื้นและเคลื่อนตัวมาตามถนนอย่างช้าๆ ผู้คนหวีดร้องวิ่งหนีกันเข้าใต้ตัวอาคารกันอย่างวุ่นวาย
คงเพราะเกรงจะเกิดเหตุการ์ณซ้ำสองเหมือนเมื่อสองอาทิตย์ก่อน เด็กหญิงตัวตุ่นโผเขากอดเอวเรา เมื่อปลาวาฬเคลื่อนตัวผ่านหน้าโรงพยาบาล
ดวงตาของมันค่อยๆเบิกโตขึ้นก่อนที่จะลอยตัวสูงขึ้นตรงหน้า คลีบใหญ่ๆของมันสะบัด ก่อให้เกิดลมแรงหอบร่างใหญ่ขึ้นสู่ท้องฟ้า
ตัวมันค่อยๆพองขึ้นๆๆ
พองๆๆๆๆๆๆๆๆ จนขนาดกลับเท่าเดิม แต่ไม่!!!!!!!!!!!! ตัวมันใหญ่ขึ้นๆๆๆ
ใหญ่ขึ้นอีกจนแทบจะปริ หรือว่ามันจะระเบิดตัวเองอีก
ซึ่งถ้าเป็นงั้นคราวนี้เราคงไม่รอดแน่ๆอยู่ใกล้ขนาดนี้ อย่างน้อยก็คงโดนสะเก็ดไส้เด็ดหัวแน่ๆ "เปรี๊ย"
เสียงแตกที่พุงปลาวาฬดังสนั่น เราหลับตา.......................
ไม่อยากมอง เด๋วต้องระเบิดอีกแน่ๆ ไม่นะ ..................
............... ..........?
ไม่มีเสียงระเบิด เกิดขึ้น
แต่กลับมีปลาวาฬตัวเล็กโผล่ออกมาจากเจ้าตัวใหญ่ กระโดดสะบัดคลีบลอยสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า เศษความทรงจำที่ปลาวาฬทับเอาไว้ลอยร่วงลงมาเกิดเป็นประกายเมื่อต้องแสงแดด
ผู้คนต่างออกมาจากใต้อาคารเพื่อชมภาพอันหาได้ยากนี้
ปลาวาฬฟื้น และก่อเกิดปลาวาฬตัวใหม่ขึ้นบนท้องฟ้าของถนนสายความทรงจำ ปล่าวหรอก...มันแค่ลอกคราบ? ช่าง............วิเศษจัง เรากับหนูตุ่นเดินออกมาจากโรงพยาบาลหลังจากนั้นหนึ่งวัน ประกายของความทรงจำยังคงลอยฟุ้งอยู่บนถนน สะท้อนกับแสงแดดราวกับหิมะในฤดูหนาว
จับมือกันแน่นเข้า... ปลาวาฬน้อยกลับมาโลดแล่นอยู่บนท้องฟ้าของถนนเส้นนี้อีกครั้ง เช่นเดียวกับเรา แอบยิ้มให้ปลาวาฬน้อยหนึ่งที
แล้วจึงมุ่งสู่สุดปลายของหมู่ตึกแห่งนี้อีกครั้ง "ถึงแม้ว่าเรา..............จะต้องสูญเสียบางอย่างไป แต่ว่าบางครั้ง.........เราอาจจะได้สิ่งทดแทนที่วิเศษกว่านั้นกลับมา ความทรงจำที่พิเศษคงไม่สามารถหาได้ทั่วไป
แต่ความทรงจำที่พิเศษกว่า อาจมาในช่วงเวลาที่เราไม่รู้ตัว" เก็บสิ่งดีๆเหล่านี้เอาไว้
เพื่อเป็นความทรงจำที่ดีๆ ตลอดไป... Oranji
October 07 ความทรงจำของปลิงทะเลวันนี้ช่างเป็นวันที่ร้อนอย่างไม่น่าเชื่อ
ปลิงทะเล
October 05 Jeninn's Memory Againณ ถนนสายเดิม...
ฉันนั่งพับเพียบอยู่กลางถนนอย่างหมดเรี่ยวแรง
บนเส้นทางที่พลุกพล่านด้วยผู้คน
หากเพียงแต่หลับตา..
คงรู้สึกราวกับว่าไม่มีใครอยู่ในโลกเงียบๆใบนี้ของฉันเลยสักคนเดียว
ฉัน..กับเขา
เรานั่งอยู่ด้วยกันเงียบๆกลางถนนสายนี้มาสักพักใหญ่แล้ว
“คุณเคยเห็นนกเพนกวินคิ้วโก่งไหม”
เขาหันมาถามฉันยิ้มๆ ฉันค่อยๆลืมตาขึ้นหันไปมองหน้าเขา
เขายังไม่หยุดยิ้มราวกับจะหยอกเย้าฉัน
“ไม่ได้คิ้วโก่งอย่างเดียว แต่ยังนั่งไขว่ห้าง คาบซิการ์รสโกโก้ด้วยนะ”
“ประสาทหรือเปล่า”
ฉันเอานิ้วชี้จิ้มหน้าผากเขาเบาๆ
“นั่งนานจนเพี้ยนไปแล้วนะนาย”
“นกเพนกวินร้องเป็นเสียงเป็ดด้วย แปลกดีไหม”
เขายังดึงดันเล่นมุขประหลาดไม่หยุดหย่อน
ตามมาด้วยเสียงหัวเราะ ที่สดใส
ราวประกายแสงอาทิตย์บนเกลียวคลื่นของท้องทะเลยามบ่าย
ฉันถอนใจ
หันหน้าออกไปเหม่อมองถนนเบื้องหน้า
“ไม่เอาน่า ฉันเหนื่อยจริงๆ อยากนั่งเงียบๆ”
เขาทำท่าราวกับจะเอื้อมมือปัดไรผมที่ตกปรกหน้าผากของฉัน
แต่แล้วกลับชะงัก
และดึงมือกลับช้าๆ ก่อนลดสายตาลงมองแผลที่หัวเข่าฉันอย่างไม่ตั้งใจ
“คุณเคยเห็นเพนกวินมาก่อนไหม เห็นตัวเป็นๆ ไม่ใช่ในหนังสือ หรือในทีวี”
เขาเลื่อนสายตามาหยุดสบสายตาฉัน
“ฉัน...”
“เห็นไหม...คุณไม่เคย”
เขาอมยิ้มตอบอย่างผู้ชนะ
พลางหันไปโบกมือทักทายใครสักคนที่เดินผ่านมา
ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้าให้เขาก่อนยิ้มหวานแล้วเดินหายไปในร้านขายความทรงจำสีชมพูร้านหนึ่ง
เธอแต่งตัวน่ารักเหลือเกิน จนผู้คนไม่อาจถอนสายตาออกจากรูปร่างและดวงหน้าสดใสนั้นได้
ฉันก้มลงมองสภาพตัวเอง...
“ฉันไม่สนใจเรื่องเพนกวินอะไรนั้นหรอก”
ฉันยักไหล่ตอบ
และเบือนหน้าออกไปมองร้านค้าความทรงจำอีกฝั่งของถนน
“มันจะบินได้ หรือจะมีขนสีแดง ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน”
นาทีจากนี้
เขาเอื้อมมือของเขามาใกล้ฉันอีกครั้ง
แต่กลับโดนปราการณ์ที่กั้นระหว่างกันไว้อย่างเหนียวแน่น
เขาก้มลงมองหัวเข่าที่มีเลือดออกจางๆ ของผู้หญิงตัวเล็กข้างเขา
แล้วเงยหน้าขึ้นมาพูดเบาๆว่า
“ผมเพิ่งรู้ ว่าหัวเข่ากับหัวใจ จะมีเส้นประสาทที่เชื่อมถึงกัน”
เขามองฉันนิ่ง...
สายตาเขาฉายแววผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
ทว่า
หากสังเกตให้ลึกซึ้ง
เขาจะเห็นสายตาคู่หนึ่ง ...
ที่หมองหม่นยิ่งกว่า
โปรยอยู่เบื้องหน้าเขา
....................... เรานั่งเงียบโดยไม่พูดจาอยู่สักครู่ใหญ่
ผู้คนมากมายเดินไปมาตามถนนเส้นนี้
ไม่มีใครเดินมาชนเรา
แต่ก็ไม่มีใครสังเกตว่าเราทั้งคู่มีตัวตนอยู่เช่นกัน
เขาเบือนหน้าไปอีกทาง...
ฉันนั่งก้มหน้านิ่ง ...
แสงแดดอ่อนยามเย็น
ไล้ใบหน้าด้านข้างและผมยาวที่ถูกรวบเป็นจุกอยู่ด้านหลังของฉัน...
จนเป็นเงาดำทอดลงบนพื้นถนนตรงหน้า
ปรากฏรูปร่างประหลาดชวนขัน
ฉันเพ่งมองเงาดำบนพื้นนั้น
แล้วหัวเราะเบาๆ
เขาหันมามองพลางค้นหาความหมายในรอยยิ้มนั้น
“ดูสิ..”
ฉันชี้มือไปที่เงาตรงหน้า
ก่อนจะพูดด้วยเสียงหัวเราะสดใส
“เธอว่าเงานั้น รูปร่างเหมือนเจ้าเพนกวินที่เธอเล่าหรือเปล่า”
อีกครั้ง ที่เขาพยายามเอื้อมมือฝ่ากระจกบางๆที่โอบรอบตัวฉันเอาไว้
หากแต่คราวนี้ เขาเลื่อนมือจากผมที่ปลิวตามลมอ่อนๆประใบหน้า...
มาสัมผัสแผลที่หัวเข่าของฉัน..แผ่วเบา
ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม และสายตาเป็นประกายของเขา
กำลังถามฉันอย่างอ่อนโยน
“คุณอยากเห็นจริงๆหรือเปล่า....” Memory or just a dream?"เอ่อ...พี่ครับ...ผมกำลังตามหาผู้หญิงคนนึงอยู่อ่ะครับ"
"...เค้าหน้าตาไงอ่ะน้อง"
"...เอ่อ...ผมก็ไม่รู้อ่ะพี่..."
"อ้าว..."
ผมเดินเรื่อยเปื่อยไปบนถนนเส้นเดิม...
ตามหาคนในความทรงจำที่เจอที่ร้านกาแฟเมื่อคืนวานก่อน
นั่นซีนะ...ผมยังไม่รู้จักเธอเลย...
แล้วผมจะหาเจอเธอหรือเปล่านะ...
ผมยังคงเดินลัดเลอะไปตามแผงลอยความฝันและความทรงจำ
เวลาเที่ยงแล้ว...อากาศร้อนอบอ้าว...
คงเป็นเพราะเจ้าปลาวาฬ...ที่ได้ข่าวว่ามันท้องแตกตายไปแล้ว
หยุดอยู่หน้าตึกแถวห้องนึง...นกเพนกวินคิ้วโก่งนั่งไขว่ห้างคาบซิการ์ที่ยังไม่ได้จุดอยู่ในชุดฮาวาย
"เอ่อ...ผมกำลังตา..ม..ห"
"ก๊าปปป"
!!?เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ถูกนกเพนกวินตัดบท...แถมยังเป็นนกเพนกวินที่ร้องเป็นเป็ดอีกด้วย
"ก๊าปป...กั๊ปปๆ...ก๊าปป"
เอ่อ...เกาหัวเล็กน้อยแล้วก็เอียงคอตามเจ้าเพนกวิน
เพนกวินกวนตีนวิ่งมาจิกที่แขนผมอย่างไม่ทันตั้งตัว
แล้วจึงวิ่งหายเข้าไปในซอกตึก
คลำแขนดูก็ไม่ได้เจ็บเท่าไร...ใหนๆก็ใหนๆแล้วลองเดินตามมันเข้าไปดูดีกว่า
ซอกตึกกว้างไม่ถึงเมตร...มีน้ำเจิ่งนองเล็กน้อย
ผมแทรกตัวผ่านเข้าไป...แสงจากอีกสุดปลายหนึ่งเห็นเป็นขีดลากยาวจากพื้นสู่ท้องฟ้า
ผ่านเข้าไป...ผ่านเข้าไป...จากซอกเล็กๆเริ่มขยายใหญ่ขึ้นพอจะเดินได้
ผนังเริ่มหยาบ
น้ำที่เจิ่งนองเริ่มสูงขึ้น
จากผิวคอนกรีตเริ่มกลายเป็นทราย...
พืชน้ำขึ้นอยู่ตามขอบกำแพง
สุดปลายกำแพงใกล้เข้ามาแล้ว...
แสงแดดเจิ่ดจ้า...กำแพงเมื่อกี้คือซอกหินขนาดใหญ่ที่อีกปลายหนึ่งคือชายหาดกว้างสุดลูกหูลูกตา
ผมเดินอ้อมโขดหินมายังหาดขาว...มีเตียงผ้าใบอยู่สองตัว...เพนกวินกวนตีนนอนอยู่บนเตียงๆนึง
มันตวัดปีกมาอีกเตียงเหมือนชวนผมนั่ง...ผมมองหน้ามันซักครู่...
มันลุกขึ้นยืนเลย...เออ...นั่งก็ได้
เพนกวินส่งซิการ์มาให้...ผมส่ายหน้า...คือไม่ได้ดูดอ่ะ...
มันเลยโยนซิการ์มาที่ตักผม...
ส่วนของมันก็จัดแจงเอาจุ่มน้ำแล้วดูดให้ดู
ฟองสบู่น้ำตาลลอยออกมาแตกดังโป๊ะกลายเป็นควันกลิ่นเหมือน...โกโก้?
เฮ้ย...น่าลองแฮะ
ผมเลยลองเอาของผมทำดูบ้าง...
หลังจากลองดูดดูจึงได้รู้ว่ามันออกมาเป็นน้ำโกโก้เย็นชื่นใจนั่นเอง
เจ้าเพนกวินหัวมายักคิ้ว
แล้วจึงหยิบแว่นกันแดดมาใส่นอนเหยียดยาวโก้ไปเลย
ไม่มีไรทำ...หนึ่ง คน หนึ่ง เพนกวิน จึงคุยกันโดยที่พูดกันไม่รู้เรื่อง
"ก๊าปๆ"
"เออใช่"
"กั๊ปๆก๊าป"
"อืม...แต่ผมยังไม่รู้ว่าเธอชื่ออะไรเลย"
"ก๊าปกั๊ปๆ"
"ฮะ?นายรู้จักเธอด้วยหรอ?"
"กั๊ปก๊าปๆ"
"อ่ะเจงดิ...เธอพูดถึงผมด้วย?"
"ก๊าปๆ"
"อ้าวหรอ...ผมนึกว่าอย่างเธอจะมีแฟนแล้วซะอีก"
เราคุยกันเนิ่นนาน...จนผมเริ่มคิดว่าผมน่าจะเข้าใกล้เธอไปอีกนิดแล้วหรือเปล่า
อ่ะผมแอบไปเห็นปลาวาฬบินได้...นอนแผ่หราอยู่ที่ปลายหาดอีกด้านนึง
คนในชุดตัวตุ่นหลายคนกำลังห้อมล้อมมันอยู่....
ทำอะไรกันน้า...แต่ช่างมันเถอะ
ก็ไม่เลวนักหรอกนะ...กับการมานั่งเล่น ณ ที่ใหนก็ไม่รู้...
ทะเลไกลสุดลูกหูลูกตา
แมวน้ำกำลังบินย้ายถิ่นอยู่ที่ปลายฟ้าด้านนึง
ทอดกายลงเหยียดยาว
เสียงคลื่นซัดหาด
ลมทะเลพัดเอื่อยๆ
แสงแดดยามบ่ายสะท้อนสีมรกตบนผืนทะเล
ความสุขเล็กๆน้อยๆ
ภายใต้ร่มเงาของผมกับ...เอ่อ...เพนกวิน
...
สะดุ้งตื่นขึ้นมาบนฟุตบาธหน้าตึกแถวที่ผมเจอเจ้าเพนกวิน
ผมหลับไปตั้งแต่เมื่อไร?
เม็ดฝนกำลังพร่างพรายลงมา
ไม่มีเพนกวิน?
ไม่มีทะเล?
ไม่มีฝูงแมวน้ำ?
และไม่มีซิการ์น้ำโกโก้ชื่นใจ?
ผมหันกลับไปเห็นร้านขายเทปมาเปิดอยู่ตรงซอกตึกที่ผมเคยเข้าไป
กลับมาอยู่บนถนนเส้นเดิม...
มองไปข้างหน้า
ลุกขึ้นยืนแล้วก็ปัดฝุ่นนิดหน่อย
ภาพยามเย็นของผู้คนที่ยังคงหลั่งไหล
ร่มหลากสีต่างคนก็ต่างมี
นานๆทีจะเห็นคนเดินมาใต้ร่มคันเดียวกัน
มองดูฟ้า...แล้วจึงมองตัวเอง
ผมกลับเข้าไปอยู่ในกระแสอีกครั้ง
หันกลับมา...
เหลือบเห็นเจ้าเพนกวินแอบอยู่ในตึกแถว
ยักคิ้วให้อีกครั้ง!!
ยิ้มกับตัวเอง
มันคงเป็นความทรงจำมากกว่าความฝันละซินะ...
"เราไม่ได้หลงทางหรอก...เราแค่ลองเดินในทางที่คนอื่นเค้าไม่เดินเท่านั้นเอง"
Cozycle
|