cozycle's profileCozycle's SpacePhotosBlogLists Tools Help
by 
by 
by 
by 
July 31

another memory

แสงแดดยามเช้าส่องผ่านกันสาดผ้าใบลงมาตัดกับควันหอมกรุ่นของกาแฟยามเช้า

ผมนั่งอยู่อย่างนี้มานานเท่าไรแล้วนะ

โต๊ะนึงมีสี่ที่นั่ง

แต่ผมก็ยังคงนั่งอยู่คนเดียว

มองตามผู้คนหลากหลายที่เดินผ่านไปผ่านมา

บ้างก็คุ้นตา

แต่ยังมีหลายคนที่ผมยังไม่เคยรู้จักเค้าจริงๆ

ผมเห็นผู้หญิงคนนึงที่เคยรู้จักดีกำลังจะผ่านไป

ทำท่าจะเอ่ยปากทัก แต่ก็เงียบไว้ ด้วยสาเหตุใดมิอาจทราบได้

ผมยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น




...เวลาผ่านไปช่างรวดเร็ว
แต่ผมก็ยังอยากจะไปให้เร็วกว่าเวลา
...ซักนิดนึงก็ยังดี

ผมเดินมาจากทางใหนนะ

ทางซ้าย หรือ ทางขวาของร้านกาแฟ

ผมจำไม่ได้

แล้วผมเดินมากับใครกัน

ผมจำได้นะว่าเคยมีคนมานั่งกินกาแฟด้วย

แต่ผมจำไม่ได้ซะแล้วล่ะว่าคนๆนั้นเป็นใคร

เหมือนจะกลายเป็นคนที่เราไม่รู้จักไปแล้ว...จริงๆ






...ผมยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น






เวลาเคลื่อนคล้อย

ตะวันฉายแสงลงมาจากกลางท้องฟ้า

แต่เงาของปลาวาฬบินได้ช่วยบดบังแสงเจิดจ้าลง

จึงทำให้ผู้คนยังครึกครื้นอยู่ในถนนสายนี้

ร้านกาแฟเริ่มแน่นขึ้นจากเมื่อเช้า

แต่ผมก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่าจะไปที่ใหน

จิบกาแฟไป กระดาษกับดินสอในมือเริ่มร่างความฝัน

ผมเริ่มหลุดออกจากความเป็นจริง

ความหวัง ความฝัน อนาคต

ผมเขียนออกไปทั้งที่รู้บ้างไม่รุ้บ้างว่ามันคืออะไร

เพียงแต่มันออกมาจากตัวผมเท่านั้นเอง

ผมยังคงเขียนต่อไป...ต่อไป...ต่อไป





ยามบ่ายล่วงเลย

มือของผมยังคงกำดินสออยู่

แต่กระดาษที่เขียนเริ่มแน่นไปด้วยความฝันระลอกแล้วระลอกเล่า

ผมเพิ่งจะเงยหน้ากลับมามองดูผู้คน

จึงเหลือบไปเห็นผู้หญิงคนนึงกำลังเดินอยู่ไกลๆ

อันที่จริง...ผมเหลือบไปเห็นรองเท้าของเธอก่อนต่างหาก

ผมว่าผมเคยเห็นเธอนะ

แต่ช่างเถอะเพราะตอนนี้เธออยู่ตรงหน้าผมแล้ว

ผมยังไม่วางตาจากผู้หญิงคนนั้น

แล้วมือก็เริ่มร่างความฝันเกี่ยวกับเธอ

เธอเดิน...ใกล้เข้ามา

...ใกล้เข้ามา

...ใกล้เข้ามา




จนมาหยุดลงที่โต๊ะกาแฟที่ผมนั่งอยู่

ผมปล่อยดินสอในมือ
และเอ่ยปากคำแรกของวัน..."เอ่อ...หวัดดีครับ"

เธอไม่ได้ตอบ...เพียงแต่ยิ้มให้ผม

ทำท่าเหมือนจะยกมือไหว้

แต่ก็วางมือลง








แสงแดดยามเย็น...ก็ยังคงตัดกับคัวนกรุ่นของกาแฟ

ผู้คนก็ยังคงเดินผ่านไปผ่านมา

แต่คราวนี้

เวลาได้หยุดลง ณ โต๊ะกาแฟที่มีเก้าอี้สี่ตัว...

แต่มีคนนั่ง...สองคน

สำหรับพรุ่งนี้...

ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นเช่น ไร

July 18

จากวันสู่วัน

การที่คนเราไม่ได้นอนหลายๆวันมันจะทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่หมดเร็วขึ้นหรือเปล่านะ?
 
ไม่ได้นอนแล้วยังต้องทำงานไม่หยุดแบบนี้
ไม่ได้รู้สึกเลยว่าอีกวันเป็นวันใหม่
 
แต่สภาวะในตอนนี้
 
กลับไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนก่อนอีกแล้ว
 
ยังมีเป้าหมายอยู่นิดหน่อยละมั๊ง
 
 
ใครบางคนที่เรา...เออ...คิดว่าค่อนข้างใช่นะ
 
ก็เลยดูเหมือนว่าเรามีอะไรที่ควรต้องทำ
...ต้องเก่ง
 
อะไรแบบนั้น
 
 
 
 
 
เค้าคงยังไม่รู้หรอกว่ามีใครคิดถึงอยู่
 
และเค้าก็คงไม่รู้หรอกว่ามีคนอยากเจอ...อยากคุยด้วย
 
 
 
 
 
จริงๆเราก็น่าจะพูดออกๆไปนะ
 
เพียงแต่เรายังตอตัวเองไม่ได้เท่านั้นเองว่าชอบเค้าตรงใหน?
 
หรือทำไม?
 
 มันคงไม่ดีถ้าเรายังตอบตัวเองไม่ได้เลย
 
 
 
 
 
 
รู้แต่เพียงชอบ(ที่เป็นคนละคำกับคำว่ารัก)
ก็ทำให้มีกำลังใจทำงานแล้ว
 
 
 
 
 
พอก่อนดีกว่าเรื่องรักๆใคร่
 
อะไรๆในตอนนี้ดูจะราบรื่นดีมากๆ
 
 
 
 
เริ่มจะจับทุกวิชามาออกแบบร่วมกันๆได้แล้ว
 
ขาดเพียงเวลา
 
โอ...เวลา
 
 
ทำไม่ไม่เคยรอเราเลยนะ
 
 
 
อยากให้เวลาหยุดไว้...ซักนิดนึงก็ยังดี
 
อยากไปให้เร็วกว่าคนอื่น...ซักนิดก็ยังดี
 
 
 
ยังไงซะ...เราก็ยังคงยนอยู่บนโลกใบเดิม
 
 
 
เพียงแต่...
 
 
 
 
 
 
 
 
ตอนนี้เรามองเห็นเธอยืนอยู่บนโลกนี้อีกคน
 
 
 
 
 
June 24

จุดยืน

หลายวันแล้วซินะที่ผมไม่ได้มาระบายสิ่งใดลงในสเปซแห่งนี้
 
 
หลายสิ่งเกิดขึ้น
และหลายสิ่งก็พังทลายไป
 
 
วันก่อนผมเขียนเพลงขึ้นมาหนึ่งเพลง
แล้วก็มีคนร้องให้ให้กับเพลงนั้นด้วย()
ก็คงยังพอมีฝีมือน่ะนะ
 
 
 
มีคนบางคนที่เราไม่อาจกลับไปคุยและรักกันได้อีกแล้ว
เธอเป็นคนสอนให้เราตีหน้าใส่ผู้คนด้วยล่ะ
 
 
 
หลายคนที่กาลเวลาพิสูจน์แล้วว่าเค้าคือคนที่พระเจ้าขีดเส้นมาให้เดินไปพร้อมๆกับเรา
ขอบคุณนะ
 
 
 
สุดท้ายแล้ว...ถ้าฝันไว้ไกลนัก...เราก็คงต้องเดินไปคนเดียว
 
นั่นคือสัจธรรมในตอนนี้
 
 
 
ไม่มีใครช่วยคุณได้ในขณะที่เค้าไม่เข้าใจคุณ
เบื่อหน่ายกับชีวิต
 
 
 
มีความสุขกับการสร้างและทำลาย
 
 
 
ไม่ผิดใช่ไหม?...ที่เราชอบทำสิ่งตรงข้าม
 
เมื่อสุดท้ายผลลัพธ์มันคือกัน
 
 
 
 
 
ขอบคุณหลายคนที่ตามอ่านบล๊อก
 
ทำให้เรารู้สึกว่ายังมีคนห่วงใย
 
 
 
ความรักคือความ"ห่วงใย ใส่ใจ และ คิดถึง"
ยังคงเชื่ออยู่
 
 
 
แต่หาคนมาพิสูจน์ไม่ได้
 
 
 
สถานที่ๆดีที่สุดตอนนี้คือบนโต๊ทำงาน
 
ไม่ว่าจะโต๊ะที่คณะหรือที่บ้าน
 
 
 
ขอร้องเถอะ
 
กูไม่ได้เก่งแต่เรื่องออกแบบนะ
 
 
 
 
แต่กูก็คุยเป็นแต่เรื่องออกแบบ
 
 
 
 
ทำไมเพื่อนกูมันไม่ค่อยจะได้ดีกันเลยนะ
 
 
สุดท้ายก็หายไป
...หายไป
...หายไป
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ถ้าฝันไกล
 
 
เราก็คงต้องเดินไปคนเดียว
 
 
 
 
cozycle
วุฒิกรสุทธอาภา
January 20

อย่ามาทะลึ่ง...

    ผ่านพ้นปีใหม่มาไม่นาน...ก็มาถึงวันเด็ก(ซึ่งก็ผ่านไปแล้ว)...ปีใหม่ก็ควรเริ่มทำสิ่งใหม่ๆใช่มะ...เมื่อเร็วๆนี้พี่สาวเราก็เพิ่งเข้าโรงพยาบาลไปด้วยโรคหอบหืด...~_~ หลังจากปาร์ตี้กันข้ามวันในงานกีฬาถาปัด...ผลสรุปจากการยั่งเสียงกันจึงออกมาว่า...

เรา...ควรจะเลิกบุหรี่กันได้แล้ววว...ใช่แล้วนี่แหละคือเหตุของการเขียนบล๊อกในวันนี้...และก็อย่างน้อยต้องเลิกให้ได้เดือนนึงขึ้นไปแหละ
 
พอเพื่อนถามว่า"มีบุหรี่ไหม?"
เราก็บอกว่า"กูเลิกแล้ว"
มันก็เลยว่า"อย่ามาทะลึ่ง...ไอ้***"
แล้วทำไมมันถึงไม่เชื่อเราหว่า....?
December 24

Memory of "ลำโพง"

ร้านขายเทปและซีดีของฉัน ร้าน"ลำโพง"

อากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศพอจะทำให้คลายร้อนจากความวุ่นวายสับสนจากภายนอกได้บ้าง

 ฉันนั่งอยู่ในร้านร้านนี้มาตั้งแต่เมื่อไร?

ฉันลืมไปแล้วล่ะ 

รู้เพียงว่าฉันพยายามจะขายความฝันในรูปแบบของดนตรีให้กับผู้คนได้เสพบ้างเท่านั้น

และมันก็นานพอที่ฉันจะทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา

 

 

สุข ทุกข์ เศร้า เสียใจ

มันทำให้ฉันแอบประหลาดใจอยู่เล็กน้อย

 "นี่เราผ่านมันมาได้ยังไง?"

เกลียวคลื่นแห่งความทรงจำยังคงถาโถมใส่ฉันอย่างไม่รู้ตัว

พร้อมๆกับภาพผู้คนที่กำลังไล่ตามความฝันและความทรงจำ

เหมือนกับครั้งหนึ่งที่ฉันเคยพยายาม...

 

คุณได้ยินเสียงนั่นมั๊ย... เสียงเกลียวคลื่นแห่งความฝันและความทรงจำดังอยู่ไม่ไกล

บางทีมันอาจจะหลบซ่อนอยู่ที่ไหนซักแห่ง รอวันให้เราออกไปค้นหา

ชักอยากตามหาซะแล้วสิ... ...

แต่หลายๆสิ่งที่ฉันแบกรับเอาไว้ในร้านแห่งนี้ยังคงทำให้ฉันต้องนั่งรอต่อไป

 

Just a wave... ภาพเหตุการณ์ข้างนอกยังคงหมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดนิ่ง

ผู้คนมากมายกับความฝันและความทรงจำที่หลากหลายยังคงหมุนวนและกลับคืนเหมือนระลอกคลื่น

ในวันที่ฟ้าสดใสเหมือนวันนี้ ฉันยังคงเหม่อลอย มองภาพหน้าต่างหน้าร้าน

ทบทวน และไล่ตามความทรงจำ

ที่ยังคงหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นทับซ้อนกับความฝันที่แยกออกจากกันไม่ได้ซักที

ใช่สิ

ความฝันกับความทรงจำ

บางครั้งก็ใกล้เคียง...

 

ฉันหลงรักความฝัน

แต่บางครั้งก็ยังเผลอแบ่งใจให้กับความทรงจำเก่าๆอยู่เสมอ

ลาเต้ในแก้วพร่องไปเยอะ แล้วสายตาของฉันก็หยุดที่ใครคนหนึ่ง

ดูๆไปแล้วเค้าก็เหมือนคนทั่วไปที่ฉันเคยพบเจอและ เลือกที่จะมองผ่าน

แต่ทำไม ? ความธรรมดา ของเค้ายิ่งทำให้ฉันอยากรู้จักและอยากเข้าใกล้เค้าเข้าไปทุกที

เค้าเดินเข้ามาในร้าน 

 

ใช่เค้าแน่นอน!!

 เป้ใบใหญ่ อุปกรณ์เขียนแบบ รองเท้าคู่เดิมที่ฉันยังจำได้ติดตา

เค้าเดินเลือกซีดีอยู่ซักพักหนึ่ง...แล้วก็เดินหยิบซีดีที่ดูจะไม่ค่อยเข้ากันมาให้ฉันคิดเงิน

(bob marley,คาราบาว,elvis,pink floyd)

 

"ฟังเพลงจับฉ่ายดีนะคะ"

ฉันเอ่ยปากก่อน

"ผมว่า...เพลงมันก็เหมือนความฝัน...เราไม่ผิดหรอกที่จะลองฝันในแบบที่แปลกไปนะ..."

 

 

"เธอเคยมีฝันมั๊ยล่ะ"...ฉันยังคงเอ่ยปากถามต่อ

"มีสิ ความฝันของผมช่างมากมาย และผมอยากทำให้ดีที่สุดทุกๆฝันเลยล่ะ"

"อืม...แต่... ณ จุดที่ฉันทำอยู่ตรงนี้...ฉันไม่รู้เลยว่าจะพบกับฝันที่รออยู่ได้เมื่อไหร่ล่ะสิ คงต้องรออีกนาน.."

"เธอไม่ผิดหรอกที่เดินมาบนเส้นทางสายนี้ เพราะเธอเลือกไม่ได้ หรือบางทีอาจมีใครบางคนเลือกให้เธอแล้ว ผมไม่รู้ แต่เธอจะทำยังไงล่ะ ให้เธอเดินบนเส้นทางสายนี้ อย่างมีความสุข และสนุกกับมันได้ทุกเวลา..อย่างน้อย...เธอก็ได้ลุ้นว่าใครจะเดินผ่านประตูบานนั้นเข้ามาบ้าง...จริงไหม?"

 

แล้วเค้าก็เดินออกไป

 

หลายวันหลังจากนั้น

เค้ายังคงเดินมาหาฉันที่ร้านเสมอๆ

บางครั้งก็แค่มานั่งคุยกันถึงเพลงบางเพลงที่เราต่างชอบเหมือนกัน

 

ฉันไม่รู้ว่าวันนั้นเค้าบอกกับฉันอย่างนี้รึเปล่า

แต่ถึงไม่ใช่ทั้งหมด

ทุกช่วงเวลาที่ได้พบ

พูดคุย

เค้า "ให้" ในสิ่งที่ฉันไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน

มันเป็นสิ่งที่พิเศษ

พิเศษพอๆกับ "รักแท้" ที่ใครหลายคนเลือกที่จะฝันถึง

จะมากเกินไปรึเปล่า ถ้าฉันจะบอกว่า

"เค้าทำให้ชีวิตของฉันในวันพรุ่งนี้ก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง" ฉันเชื่ออย่างนั้น

ครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกัน

เค้าเดินออกไปจากร้านแล้ว  ดูเหมือนจะรีบไปที่ไหนสักแห่ง

ฉันได้เพียงหวังว่า ความฝันและความทรงจำที่มีค่าจะรอเค้าอยู่บนทางเดินข้างหน้า

ที่ไม่รู้ว่าจะทอดยาวไปไกลเท่าไร... หวังว่าเราคงจะได้ใช้เส้นทางร่วมกัน...

เราเลือกทางเดินเองไม่ได้...แต่ฉันก็ดีใจที่ครั้งนึงเราเคยมายืนอยู่บนเส้นตรงเดียวกัน

 

 

 

สาวน้อยเจ้าของร้านเทปและซีดี"ลำโพง"

 

November 06

Something from Heineken Fat Festival 5

รู้ไหม...ว่าบางสิ่งมันก็ยากมากๆที่จะสร้างให้มันเกิดขึ้น
 
แต่
 
จริงๆแล้วมันยากยิ่งกว่า...ที่จะลบมันลงไปจากหัวใจ
 
 
     วันเสาร์...ณ เวทีรถไฟเหอะ...มีผู้ชายคนหนึ่งยืนเอาหน้ารับฝนที่ตกลงมาเพื่อจะล้างน้ำตาตัวเอง มันไม่ใช่อะไรหรอก...แต่ว่าเพลง"ฤดูร้อน" ที่ PARADOX กำลังเล่นอยู่มันทำให้สะเทือนใจทั้งๆที่มันกำลังจะเป็นหน้าหนาวโดยเฉพาะคำว่า...ไม่มีเธอ
 
     เราน่ะพยายามทำให้มันดูเหมือนว่ารับได้แล้วนะ...แต่อย่างไรซะหลายๆมันก็ยังช๊อคอยู่ในความทรงจำ
 
     เค้าเองอาจจะไม่รู้...แต่ว่าการพูดเหมือนว่าอยากจะดีด้วย...อยากจะสนิทกันเหมือนเดิม...มันเป็นการสร้างความหวังอย่างใหญ่หลวงให้กับผมเลยนะ...
 
     แต่เราก็คิดของเราน่ะแหละว่าถ้าน้องจะคิดงั้นจริงๆเค้าก็คงจะเข้ามาหาเอง...เราไม่อยากให้เค้ามองว่าเราตื้อน่ะ...กลัวเค้ารำคาญแล้วจะแย่ไปใหญ่
 
     แต่แล้ว...เค้าก็ไม่เข้ามาคุย...ไม่รู้...เราไม่รู้อะไรเลย...เพียงแต่ไอ้การที่ไปตั้งความหวังเอาไว้...มันเลยทำให้กลายเป็นผิดหวังไปแทน
 
    อันที่จริงเค้าก็ส่งข้อความมาหาบ้างน่ะนะ...แต่ไม่รู้ดิ...มันไม่มีอะไรในข้อความนั้นเลยที่แปลว่ายังเหมือนเดิม
 
 
    เฮ้อ...รับไม่ได้ๆๆ
 
     คำว่าตามมารยาทเป็นอะไรที่เราเกลียดมาตั้งนานแล้ว...แต่เอาเถอะ...นอกเรื่องมาไกลแล้ว
 
 
 
    เราอยากจะบอกว่าจริงๆไม่ได้อยากไปงานแฟตเลย...แต่มีคนบางคนที่ทำให้คิดว่าเราไม่ไปไม่ได้...รู้ไว้ซะว่าไปเพื่อเธอเลยนะ..ถึงจะไม่ค่อยอยู่ช่วยก็เถอะ
 
     อีกอย่าง...ยังรับไม่ได้ซักเท่าไรที่จะเห็นคู่รักเดินเกลื่อนงานไปหมด...กูโดนทิ้งไง...ก็เลยเซ็งๆ...ก็มีคนมองเหมือนกันแหละ...ไอ้บ้าที่นั่งดูดบุหรี่คนเดียวกลางสนามหญ้า...แถมไอ้คุณเพื่อนก็พาคนที่เราเคยชอบแต่เค้าไม่ชอบเรามาด้วยกันซะอีก
 
 
 
 
     สรุปได้ความว่างานแฟตปีนี้...ห่อเหี่ยว...เสียใจ...เสียน้ำตา...เหนื่อย...แถมผิดนัดอีกวันนึงเพราะตื่นไม่ไหวซะอีก
 
 
 
 
 
 
     แต่กับคืนวันนี้ก็ยังสบายใจนะ
 
 
รักนะแต่ไม่กล้าบอก
cozycle
 
     ป.ล.อยากให้คนที่เราพาดพิงถึงมาอ่านจัง...อ่านแล้วก็มาเคลียร์กันตัวเป็นๆก็ดีนะ...ไม่ได้รำคาญซะหน่อย -_-"
October 14

Oranji's Memory in Hospital

"นี่ๆคุณพยาบาลดูสิ ปลาวาฬมันขยับได้"
"อิ อิ คนคงเดินไปชนมันเข้ามั้งคะ"
 
วันนี้ก็คงเป็นวันที่11 ที่ต้องมาอยู่ในห้องคนไข้หลังเหตุการ์ณปลาวาฬระเบิด
หลายๆคนคงคิดว่าน่าเบื่อที่ต้องมานอนอยู่ในห้องแบบนี้
ซึ่งเราก็อยากจะบอกว่า
"ใช่เลยน่าเบื่อ"

ถึงแม้ว่าเราจะสามารถออกไปเดินร่อนได้ภายหลังนั้นอีก 3 วันก็ตามเหอะ(แปลว่าอยู่มาสองอาทิตย์แล้ว)
ซึ่งที่ๆเราชอบไปมากที่สุดก็คงจะเป็นดาดฟ้าของโรงพยาบาล
ที่ซึ่งสามารถมองเห็นถนนสายแห่งความทรงจำได้อย่างชัดเจน
จากตรงดาดฟ้านี้ สามารถมองเห็นซากปลาวาฬได้ไกลๆ
แต่ก็เห็นว่ามันยังคงกองอยู่ที่เดิม แม้เวลาจะผ่านไปหลายวัน
เราเฝ้ามองไอ้ตัวนี้มาตลอด และคิดว่า
มัน.........แปลกดี
"อ่ะ หรือว่าไม่จิง"
ในเมื่อปลาวาฬตัวใหญ่ขนาดนั้น
ร่วงหล่นระเบิดพุงแตก ลงมาจากฟ้า
แต่บ้านเรือนในถนนสายนั้น กลับไม่เป็นไรเลย
จะมีก็แต่คนบาดเจ็บเท่านั้น
เอ๊ะ ไม่สิ มีตาย 1
สาเหตุเพราะเป็นโรคแพ้สารโปรตีนที่อยู่ในกล้วยสตรอเบอร์รี่ซึ่งเป็นสวนผสมหลักของไส้ปลาวาฬ
แต่ก็นั่นแหละ มันน่าแปลกที่สุด
และที่เราว่าแปลกอีกอย่างนึงคือที่เราเห็นว่ามันขยับ
อย่างที่พยาบาลบอกว่าคงมีคนเดินชน
แต่จะเป็นไปได้อย่างไร ต้องคนกี่ร้อย ถึงจะชนให้ปลาตัวยักษ์ขยับไดักัน
 
แสงแดดอุ่นๆที่ดาดฟ้าเริ่มทำให้เราง่วงนอน
ลมเย็นๆโชยพัด หอบกลิ่นหอมของช่อปะการังลอยมาตามลม
มันช่าง...........รู้สึกดีจัง
"พี่ค่ะ!"
เสียงเด็กหญิงในชุดตัวตุ่น
ที่ตอนนี้กลายมาเป็นเพื่อนเราหลังจากเหตุการณ์ระทึกทำให้เรารู้สึกตัว
"หมอบอกว่าพรุ่งนี้พี่ก็ออกโรงพยาบาลได้แล้วดีใจด้วยนะคะ"
อืม ใช่พรุ่งนี้เราก็ออกจากโรงพยาบาลนี้แล้ว
คิดไป..................
ที่ผมบอกว่าน่าเบื่อที่อยู่ที่นี่ตอนนี้มันก็อาจจะมีส่วน
แต่มันก็คงไม่แย่เสมอไป
การอยู่ที่นี่ ได้ใช้ชีวิตอยู่บนถนนสายความทรงจำนี้ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในโรงพยาบาล
แต่มันก็ทำให้เราเรียนรู้อะไรได้หลายๆอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้ามองปลาวาฬ
ได้รู้จักหนูตัวตุ่น
ได้ลิ้มรสวุ้นน้ำเกลือสุดเห่ยที่เราคงหาทานที่ไหนไม่ได้นอกจาก ณ โรงพยาบาล แห่งนี้เท่านั้น
และการได้ชม ถนนทั้งเส้นจากดาดฟ้าของโรงพยาบาล
ผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา
เราไม่ต้องไปเดินเบียดเสียด
ไม่ต้องวิ่งกันตาแหกแบบพวกเขา...?
เขาวิ่งกันทำไม?
"ครืน~~~~~~~~!"

พื้นดาดฟ้าโรงพยาบาลสั่นไหว ทำให้ต้องรีบหาที่ยึด
ก่อนที่จะหันไปทางต้นเสียงที่มาจากกลางถนนเส้นนี้
"ปลาวาฬ!!!"
ซากปลาวาฬที่แบนแฟบติดกับพื้นกำลังค่อยๆขยับลอยขึ้นเหนือพื้นและเคลื่อนตัวมาตามถนนอย่างช้าๆ
ผู้คนหวีดร้องวิ่งหนีกันเข้าใต้ตัวอาคารกันอย่างวุ่นวาย
คงเพราะเกรงจะเกิดเหตุการ์ณซ้ำสองเหมือนเมื่อสองอาทิตย์ก่อน
เด็กหญิงตัวตุ่นโผเขากอดเอวเรา เมื่อปลาวาฬเคลื่อนตัวผ่านหน้าโรงพยาบาล
ดวงตาของมันค่อยๆเบิกโตขึ้นก่อนที่จะลอยตัวสูงขึ้นตรงหน้า
คลีบใหญ่ๆของมันสะบัด ก่อให้เกิดลมแรงหอบร่างใหญ่ขึ้นสู่ท้องฟ้า
ตัวมันค่อยๆพองขึ้นๆๆ
พองๆๆๆๆๆๆๆๆ
จนขนาดกลับเท่าเดิม
แต่ไม่!!!!!!!!!!!!
ตัวมันใหญ่ขึ้นๆๆๆ
ใหญ่ขึ้นอีกจนแทบจะปริ
หรือว่ามันจะระเบิดตัวเองอีก
ซึ่งถ้าเป็นงั้นคราวนี้เราคงไม่รอดแน่ๆอยู่ใกล้ขนาดนี้
อย่างน้อยก็คงโดนสะเก็ดไส้เด็ดหัวแน่ๆ
"เปรี๊ย"
เสียงแตกที่พุงปลาวาฬดังสนั่น
เราหลับตา.......................
ไม่อยากมอง
เด๋วต้องระเบิดอีกแน่ๆ
ไม่นะ
..................
...............
..........?
ไม่มีเสียงระเบิด เกิดขึ้น
แต่กลับมีปลาวาฬตัวเล็กโผล่ออกมาจากเจ้าตัวใหญ่
กระโดดสะบัดคลีบลอยสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า
เศษความทรงจำที่ปลาวาฬทับเอาไว้ลอยร่วงลงมาเกิดเป็นประกายเมื่อต้องแสงแดด
ผู้คนต่างออกมาจากใต้อาคารเพื่อชมภาพอันหาได้ยากนี้

ปลาวาฬฟื้น
และก่อเกิดปลาวาฬตัวใหม่ขึ้นบนท้องฟ้าของถนนสายความทรงจำ

ปล่าวหรอก...มันแค่ลอกคราบ?

ช่าง............วิเศษจัง

เรากับหนูตุ่นเดินออกมาจากโรงพยาบาลหลังจากนั้นหนึ่งวัน
ประกายของความทรงจำยังคงลอยฟุ้งอยู่บนถนน
สะท้อนกับแสงแดดราวกับหิมะในฤดูหนาว
จับมือกันแน่นเข้า...
ปลาวาฬน้อยกลับมาโลดแล่นอยู่บนท้องฟ้าของถนนเส้นนี้อีกครั้ง
เช่นเดียวกับเรา
แอบยิ้มให้ปลาวาฬน้อยหนึ่งที
แล้วจึงมุ่งสู่สุดปลายของหมู่ตึกแห่งนี้อีกครั้ง
 
 

"ถึงแม้ว่าเรา..............จะต้องสูญเสียบางอย่างไป
แต่ว่าบางครั้ง.........เราอาจจะได้สิ่งทดแทนที่วิเศษกว่านั้นกลับมา
ความทรงจำที่พิเศษคงไม่สามารถหาได้ทั่วไป
แต่ความทรงจำที่พิเศษกว่า อาจมาในช่วงเวลาที่เราไม่รู้ตัว"
 
 
เก็บสิ่งดีๆเหล่านี้เอาไว้
เพื่อเป็นความทรงจำที่ดีๆ
ตลอดไป...
 
 
Oranji

 
October 07

ความทรงจำของปลิงทะเล

วันนี้ช่างเป็นวันที่ร้อนอย่างไม่น่าเชื่อ
ร้อน...จนทุกสิ่งทุกอย่างแทบละลายภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงนี้
แต่กระนั้น...ผู้คนก้อยังผลุกพล่านกันอยู่เต็มถนน
ทั้งพ่อค้าแม่ค้า และคนเดินถนน
และสิ่งที่เป็นสินค้าหลักของที่นี่คือ ความฝัน

ตัวฉัน ซึ่งนั่งหลบแดดอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง
ซึ่งอยุ่อยู่ใกล้ๆกับถนนสายนี้ นั่งมองผู้คนที่เดินกันขวักไขว่
เพื่อตามหาความฝันที่พวกเขาต้องการ 

"งิ๊........งิ๊"

เสียงๆหนึ่งดังขึ้น ไม่ห่างจากตัวฉัน
ด้วยความสงสัย ฉันจึงหันไปมอง...สิ่งนั้น
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าฉันคือ...ปลิงทะเล

มาจากไหนหว่า...ฉันนึกสงสัยอยู่ในใจ
แล้วทันใด เสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้น....ในความทรงจำของฉัน
"มานั่งเอ๋อไรอยู่ตรงนี้?"

คนที่พูด คือชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่เจอที่ตลาด
เราเดินสวนกัน ฉันเองที่เป็นฝ่ายทักเขา

นั่นเป็นเรื่องราวเมื่อหลายเดือนที่แล้ว


วันนั้นก็เหมือนวันนี้....ใช่ เหมือนกัน...
..อากาศร้อนจัด....และฉัน ซึ่งเบื่อกับการรอคอยคนๆหนึ่ง
ก็มานั่งอยู่ตรงนี้ ใต้ต้นไม้นี้....โอเอซิสตามธรรมชาติ
ซึ่งดูเหมือนจะมีไม่กี่แห่งบนถนนนี้

ความทรงจำของฉันหลั่งไหลออกมาเรื่อยๆ
ใช่แล้ว..วันนั้น หลังจากเจอชายคนนั้นที่ตลาด
ฉันก็มานั่งที่นี่ นั่งมองเหม่อดูปลิงทะเลที่สระน้ำใต้ต้นไม้นี้
แล้วชายคนเดิมก็เข้ามาทักฉัน เราคุยกันอีกหลายคำ
แล้วเขาก็นั่งลงข้างๆฉัน

แปลกดี ทั้งๆที่พึ่งเจอกัน แต่เรากลับคุยกันเหมือนรู้จักกันมานาน

"หา...ดูปลิงทะเลเนี่ยนะ...บ้าป่าวเนี่ย..."
ฉันฉุนกึก จึงลุกหนี แต่เค้าก็คว้าฉันไว้ก่อน
พูดขอโทษขอโพยแล้วบอกว่าล้อเล่น
ใช่ซี่...เรามานก็แค่เด็กบ้าๆนิ
"แต่ปลิงทะเลตัวนี้ดูเอ๋อๆเหมือนเราเลยนะ"
..เอ๊อะ ดันเทียบเรากะปลิงทะเลซะแล้ว
"งั้นเรียกเธอว่า ปลิงทะเลแล้วกันนะ"
แล้วกันดันตั้งฉายาแปลกๆให้เราซะด้วย....

"...เอ..ถ้าเธอเปนปลิงทะเลแล้วเราจะเป็นไรดี..."
ชายคนนั้นทำท่าครุ่นคิด
"รู้แล้ว งั้นเราจะเปนปลาทองละกันนะ จะได้อยู่ด้วยกันได้ไง"

"ปลาทองมันอยู่ในทะเลด้วยรึไงกัน"
"อ่าว ก็ปลาทองทะเลไง ไม่รู้จักหรอ"
"หา...ไม่รู้จักอ่ะ มีด้วยหรอ"
"จะรู้จักได้ไง ก็มันไม่มีนิ" แล้วเขาก็หัวเราะ
อีตากวนโอ้ย เอ๊ย....

"เอาน่ะๆ ขอแค่ได้อยู่ตู้ข้างๆก็ได้ น๊า..ปลิงทะเล...ปลิงทะเล.."

ตั้งแต่นั้นมา เขาก็มักจะเรียกฉันว่า ปลิงทะเลเสมอ

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไรแล้ว คงจะนานมั้ง
แต่ที่แน่ๆ เรานั่งคุยกันตลอดเวลา
เราสนิทกันมาก เป็นเพื่อนที่สนิทมาก...เป็นคน..ที่พิเศษ

"ปลิงทะเล..ปลิงทะเล..ปลาทองคิดถึงปลิงทะเลน๊า.."

โชคดีที่เค้าไม่เห็นหน้าของฉันเมื่อตอนที่เค้าพูด
เพราะมันคงตลกมาก ฉันเชื่อว่าหน้าของฉันคงกลายเป็นสีแดงด้วยความอาย

ฉันไม่รู้ ว่าที่ชายคนนั้นพูดเพราะแค่แหย่ฉันเล่นเหมือนทุกๆครั้ง
หรือว่า เหตุผลไร ฉันไม่รู้
ฉันรู้แต่ว่าคำพูดของเขา ทำให้ฉันใจเต้น..
ทำให้ฉันหน้าแดงเพราะความเขินอาย
และ...มีความสุข

และเค้าคงไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เค้าพูด
มันมีความหมายกับฉันแค่ไหน
แม้วันเวลาจะผ่านไป...แต่ทุกครั้งที่นึกถึงคำพูดนี้ของเค้า
ฉัน...ก็ยิ้มขึ้นมาทุกครั้ง

ฉันฝัน..ฉันหวัง...ไม่ว่าจะฐานะไร
ก็อยากจะมีชายผู้นี้เคียงข้างอยู่ด้วย

แต่แล้ว..ทุกอย่างก็พังลงด้วยมือของฉันเอง....

วันเวลาผ่านไป...ชายคนนั้นเดินไปจากฉัน

ส่วนชายที่ฉันรอคอยในตอนแรก ก็ได้กลับมาแล้ว
และสัญญาว่าจะไม่ทิ้งให้ฉันต้องอยู่คนเดียว


แต่ถึงกระนั้น..ทุกๆครั้ง ฉันก้อยังเฝ้ามองหาชายคนนั้น
แค่ได้มอง...ได้เห็นว่าเค้ามีความสุข
แค่นี้ หัวใจฉัน ก็รู้สึกอบอุ่นแล้ว

หลังจากที่นั่งรำลึกความหลังได้สักพัก
ตะวันเริ่มคล้อย แสงแดดเริ่มอ่อนแรง
ฉันจึงออกเดินทางอีกครั้ง
โดยมองหาชายคนนั้นระหว่างทางที่ฉันเดิน
และภาวนาให้คนนั้นมีความสุข
แค่ได้เห็นว่าเค้ามีความสุข
แค่นี้ฉันก็พอใจแล้ว

ฉันไม่รู้หรอกว่าอะไรเป็นอะไร
ฉันไม่รู้ ความรู้สึกจริงๆของฉันมันคืออะไร
ฉันสับสนเหลือเกิน.....

ถึงจะสับสน...แต่ที่รู้แน่ๆ...ฉันมีความสุข..มาก..
ตลอดระยะเวลาที่ได้นั่งคุยกับเค้า....ฉันมีความสุข

 

 

 

ปลิงทะเล


 

October 05

Jeninn's Memory Again

ณ ถนนสายเดิม...
ฉันนั่งพับเพียบอยู่กลางถนนอย่างหมดเรี่ยวแรง
 
บนเส้นทางที่พลุกพล่านด้วยผู้คน
หากเพียงแต่หลับตา..
คงรู้สึกราวกับว่าไม่มีใครอยู่ในโลกเงียบๆใบนี้ของฉันเลยสักคนเดียว
 
ฉัน..กับเขา
เรานั่งอยู่ด้วยกันเงียบๆกลางถนนสายนี้มาสักพักใหญ่แล้ว
“คุณเคยเห็นนกเพนกวินคิ้วโก่งไหม”
เขาหันมาถามฉันยิ้มๆ ฉันค่อยๆลืมตาขึ้นหันไปมองหน้าเขา
เขายังไม่หยุดยิ้มราวกับจะหยอกเย้าฉัน
“ไม่ได้คิ้วโก่งอย่างเดียว แต่ยังนั่งไขว่ห้าง คาบซิการ์รสโกโก้ด้วยนะ”
“ประสาทหรือเปล่า”
ฉันเอานิ้วชี้จิ้มหน้าผากเขาเบาๆ
“นั่งนานจนเพี้ยนไปแล้วนะนาย”
“นกเพนกวินร้องเป็นเสียงเป็ดด้วย แปลกดีไหม”
เขายังดึงดันเล่นมุขประหลาดไม่หยุดหย่อน
ตามมาด้วยเสียงหัวเราะ ที่สดใส
ราวประกายแสงอาทิตย์บนเกลียวคลื่นของท้องทะเลยามบ่าย
 
ฉันถอนใจ
หันหน้าออกไปเหม่อมองถนนเบื้องหน้า
“ไม่เอาน่า ฉันเหนื่อยจริงๆ อยากนั่งเงียบๆ”
 
เขาทำท่าราวกับจะเอื้อมมือปัดไรผมที่ตกปรกหน้าผากของฉัน
แต่แล้วกลับชะงัก
และดึงมือกลับช้าๆ ก่อนลดสายตาลงมองแผลที่หัวเข่าฉันอย่างไม่ตั้งใจ
“คุณเคยเห็นเพนกวินมาก่อนไหม เห็นตัวเป็นๆ ไม่ใช่ในหนังสือ หรือในทีวี”
เขาเลื่อนสายตามาหยุดสบสายตาฉัน
“ฉัน...”
“เห็นไหม...คุณไม่เคย”
เขาอมยิ้มตอบอย่างผู้ชนะ
พลางหันไปโบกมือทักทายใครสักคนที่เดินผ่านมา
ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้าให้เขาก่อนยิ้มหวานแล้วเดินหายไปในร้านขายความทรงจำสีชมพูร้านหนึ่ง
เธอแต่งตัวน่ารักเหลือเกิน จนผู้คนไม่อาจถอนสายตาออกจากรูปร่างและดวงหน้าสดใสนั้นได้
ฉันก้มลงมองสภาพตัวเอง...
“ฉันไม่สนใจเรื่องเพนกวินอะไรนั้นหรอก”
ฉันยักไหล่ตอบ
และเบือนหน้าออกไปมองร้านค้าความทรงจำอีกฝั่งของถนน
“มันจะบินได้ หรือจะมีขนสีแดง ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน”
นาทีจากนี้
 
เขาเอื้อมมือของเขามาใกล้ฉันอีกครั้ง
แต่กลับโดนปราการณ์ที่กั้นระหว่างกันไว้อย่างเหนียวแน่น
เขาก้มลงมองหัวเข่าที่มีเลือดออกจางๆ ของผู้หญิงตัวเล็กข้างเขา
แล้วเงยหน้าขึ้นมาพูดเบาๆว่า
 “ผมเพิ่งรู้ ว่าหัวเข่ากับหัวใจ จะมีเส้นประสาทที่เชื่อมถึงกัน”
เขามองฉันนิ่ง...
สายตาเขาฉายแววผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
 
ทว่า
 
หากสังเกตให้ลึกซึ้ง
เขาจะเห็นสายตาคู่หนึ่ง ...
ที่หมองหม่นยิ่งกว่า
โปรยอยู่เบื้องหน้าเขา
....................... เรานั่งเงียบโดยไม่พูดจาอยู่สักครู่ใหญ่
ผู้คนมากมายเดินไปมาตามถนนเส้นนี้
ไม่มีใครเดินมาชนเรา
แต่ก็ไม่มีใครสังเกตว่าเราทั้งคู่มีตัวตนอยู่เช่นกัน
เขาเบือนหน้าไปอีกทาง...
ฉันนั่งก้มหน้านิ่ง ...
แสงแดดอ่อนยามเย็น
ไล้ใบหน้าด้านข้างและผมยาวที่ถูกรวบเป็นจุกอยู่ด้านหลังของฉัน...
จนเป็นเงาดำทอดลงบนพื้นถนนตรงหน้า
ปรากฏรูปร่างประหลาดชวนขัน
 
ฉันเพ่งมองเงาดำบนพื้นนั้น
แล้วหัวเราะเบาๆ
เขาหันมามองพลางค้นหาความหมายในรอยยิ้มนั้น
“ดูสิ..”
ฉันชี้มือไปที่เงาตรงหน้า
ก่อนจะพูดด้วยเสียงหัวเราะสดใส
“เธอว่าเงานั้น รูปร่างเหมือนเจ้าเพนกวินที่เธอเล่าหรือเปล่า”
อีกครั้ง ที่เขาพยายามเอื้อมมือฝ่ากระจกบางๆที่โอบรอบตัวฉันเอาไว้
หากแต่คราวนี้ เขาเลื่อนมือจากผมที่ปลิวตามลมอ่อนๆประใบหน้า...
มาสัมผัสแผลที่หัวเข่าของฉัน..แผ่วเบา
ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม และสายตาเป็นประกายของเขา
กำลังถามฉันอย่างอ่อนโยน
 
 
“คุณอยากเห็นจริงๆหรือเปล่า....”

Memory or just a dream?

 
 
"เอ่อ...พี่ครับ...ผมกำลังตามหาผู้หญิงคนนึงอยู่อ่ะครับ"
"...เค้าหน้าตาไงอ่ะน้อง"
"...เอ่อ...ผมก็ไม่รู้อ่ะพี่..."
"อ้าว..."
 
 
 
 
ผมเดินเรื่อยเปื่อยไปบนถนนเส้นเดิม...
ตามหาคนในความทรงจำที่เจอที่ร้านกาแฟเมื่อคืนวานก่อน
 
 
นั่นซีนะ...ผมยังไม่รู้จักเธอเลย...
แล้วผมจะหาเจอเธอหรือเปล่านะ...
 
 
ผมยังคงเดินลัดเลอะไปตามแผงลอยความฝันและความทรงจำ
เวลาเที่ยงแล้ว...อากาศร้อนอบอ้าว...
คงเป็นเพราะเจ้าปลาวาฬ...ที่ได้ข่าวว่ามันท้องแตกตายไปแล้ว
 
 
หยุดอยู่หน้าตึกแถวห้องนึง...นกเพนกวินคิ้วโก่งนั่งไขว่ห้างคาบซิการ์ที่ยังไม่ได้จุดอยู่ในชุดฮาวาย
 
"เอ่อ...ผมกำลังตา..ม..ห"
 
"ก๊าปปป"
 
!!?เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ถูกนกเพนกวินตัดบท...แถมยังเป็นนกเพนกวินที่ร้องเป็นเป็ดอีกด้วย
 
"ก๊าปป...กั๊ปปๆ...ก๊าปป"
 
เอ่อ...เกาหัวเล็กน้อยแล้วก็เอียงคอตามเจ้าเพนกวิน
 
เพนกวินกวนตีนวิ่งมาจิกที่แขนผมอย่างไม่ทันตั้งตัว
แล้วจึงวิ่งหายเข้าไปในซอกตึก
 
คลำแขนดูก็ไม่ได้เจ็บเท่าไร...ใหนๆก็ใหนๆแล้วลองเดินตามมันเข้าไปดูดีกว่า
 
 
ซอกตึกกว้างไม่ถึงเมตร...มีน้ำเจิ่งนองเล็กน้อย
ผมแทรกตัวผ่านเข้าไป...แสงจากอีกสุดปลายหนึ่งเห็นเป็นขีดลากยาวจากพื้นสู่ท้องฟ้า
 
ผ่านเข้าไป...ผ่านเข้าไป...จากซอกเล็กๆเริ่มขยายใหญ่ขึ้นพอจะเดินได้
 
ผนังเริ่มหยาบ
 
น้ำที่เจิ่งนองเริ่มสูงขึ้น
 
จากผิวคอนกรีตเริ่มกลายเป็นทราย...
 
พืชน้ำขึ้นอยู่ตามขอบกำแพง
 
สุดปลายกำแพงใกล้เข้ามาแล้ว...
 
 
 
 
แสงแดดเจิ่ดจ้า...กำแพงเมื่อกี้คือซอกหินขนาดใหญ่ที่อีกปลายหนึ่งคือชายหาดกว้างสุดลูกหูลูกตา
 
ผมเดินอ้อมโขดหินมายังหาดขาว...มีเตียงผ้าใบอยู่สองตัว...เพนกวินกวนตีนนอนอยู่บนเตียงๆนึง
 
มันตวัดปีกมาอีกเตียงเหมือนชวนผมนั่ง...ผมมองหน้ามันซักครู่...
 
มันลุกขึ้นยืนเลย...เออ...นั่งก็ได้
 
 
 
เพนกวินส่งซิการ์มาให้...ผมส่ายหน้า...คือไม่ได้ดูดอ่ะ...
มันเลยโยนซิการ์มาที่ตักผม...
ส่วนของมันก็จัดแจงเอาจุ่มน้ำแล้วดูดให้ดู
ฟองสบู่น้ำตาลลอยออกมาแตกดังโป๊ะกลายเป็นควันกลิ่นเหมือน...โกโก้?
 
เฮ้ย...น่าลองแฮะ
 
ผมเลยลองเอาของผมทำดูบ้าง...
หลังจากลองดูดดูจึงได้รู้ว่ามันออกมาเป็นน้ำโกโก้เย็นชื่นใจนั่นเอง
เจ้าเพนกวินหัวมายักคิ้ว
แล้วจึงหยิบแว่นกันแดดมาใส่นอนเหยียดยาวโก้ไปเลย
 
 
ไม่มีไรทำ...หนึ่ง คน หนึ่ง เพนกวิน จึงคุยกันโดยที่พูดกันไม่รู้เรื่อง
 
"ก๊าปๆ"
"เออใช่"
"กั๊ปๆก๊าป"
"อืม...แต่ผมยังไม่รู้ว่าเธอชื่ออะไรเลย"
"ก๊าปกั๊ปๆ"
"ฮะ?นายรู้จักเธอด้วยหรอ?"
"กั๊ปก๊าปๆ"
"อ่ะเจงดิ...เธอพูดถึงผมด้วย?"
"ก๊าปๆ"
"อ้าวหรอ...ผมนึกว่าอย่างเธอจะมีแฟนแล้วซะอีก"
 
 
เราคุยกันเนิ่นนาน...จนผมเริ่มคิดว่าผมน่าจะเข้าใกล้เธอไปอีกนิดแล้วหรือเปล่า
 
อ่ะผมแอบไปเห็นปลาวาฬบินได้...นอนแผ่หราอยู่ที่ปลายหาดอีกด้านนึง
คนในชุดตัวตุ่นหลายคนกำลังห้อมล้อมมันอยู่....
ทำอะไรกันน้า...แต่ช่างมันเถอะ
 
ก็ไม่เลวนักหรอกนะ...กับการมานั่งเล่น ณ ที่ใหนก็ไม่รู้...
ทะเลไกลสุดลูกหูลูกตา
แมวน้ำกำลังบินย้ายถิ่นอยู่ที่ปลายฟ้าด้านนึง
ทอดกายลงเหยียดยาว
เสียงคลื่นซัดหาด
ลมทะเลพัดเอื่อยๆ
 แสงแดดยามบ่ายสะท้อนสีมรกตบนผืนทะเล
ความสุขเล็กๆน้อยๆ
ภายใต้ร่มเงาของผมกับ...เอ่อ...เพนกวิน
 
...
 
 
สะดุ้งตื่นขึ้นมาบนฟุตบาธหน้าตึกแถวที่ผมเจอเจ้าเพนกวิน
ผมหลับไปตั้งแต่เมื่อไร?
เม็ดฝนกำลังพร่างพรายลงมา
ไม่มีเพนกวิน?
ไม่มีทะเล?
ไม่มีฝูงแมวน้ำ?
และไม่มีซิการ์น้ำโกโก้ชื่นใจ?
 
ผมหันกลับไปเห็นร้านขายเทปมาเปิดอยู่ตรงซอกตึกที่ผมเคยเข้าไป
 
กลับมาอยู่บนถนนเส้นเดิม...
มองไปข้างหน้า
ลุกขึ้นยืนแล้วก็ปัดฝุ่นนิดหน่อย
 
ภาพยามเย็นของผู้คนที่ยังคงหลั่งไหล
ร่มหลากสีต่างคนก็ต่างมี
นานๆทีจะเห็นคนเดินมาใต้ร่มคันเดียวกัน
มองดูฟ้า...แล้วจึงมองตัวเอง
 
ผมกลับเข้าไปอยู่ในกระแสอีกครั้ง
 
 
หันกลับมา...
เหลือบเห็นเจ้าเพนกวินแอบอยู่ในตึกแถว
 
ยักคิ้วให้อีกครั้ง!!
 
ยิ้มกับตัวเอง
มันคงเป็นความทรงจำมากกว่าความฝันละซินะ...
 
 
 
"เราไม่ได้หลงทางหรอก...เราแค่ลองเดินในทางที่คนอื่นเค้าไม่เดินเท่านั้นเอง"
 
Cozycle
 
October 02

Oranji's "Memory"

ฝนเพิ่งหยุดตกไป

หนองน้ำเล็กๆสะท้อนประกายแดดไปตามท้องถนน

วันนี้ เรามาเพื่อตามหาความทรงจำ
เราคิดนะว่ามันคงเป็นความทรงจำที่สำคัญ
เพราะเราเฝ้าแต่มองหามันมาเป็นเวลาหลายเดือน

ตามแผงแม่ค้า ต่างไม่มีสิ่งที่ฉันต้องการ


"ฝันนับล้าน"
ร้านหรูข้างตึกที่ติดป้ายสโลแกน ว่า "มีทุกความทรงจำให้คุณค้นหา"
และมีผู้คนมากมายเข้าไปหาความทรงจำที่ตัวเองต้องการ
มันก็...............ไม่มีในสิ่งที่เราต้องการอยู่ดี
"แล้วจะหามันเจอมั๊ยเนี่ย"
เราคิดแบบนั้น

หมาปักเป้าเห่าเสียงหนวกหู
สาวโอเลี้ยงเดินชนเรา

ทำโอเลี้ยงหกใส่แล้ววิ่งหนีไป
ป้าแก่ๆเดินผ่านและเหยียบเท้าเราซ้ำอีก
คนมากมาย เบียดๆๆๆๆๆๆๆเข้ามา

อึดอัดจัง

แต่................ ช่างเหอะ
วันนี้เราไม่สนใจอะไรหรอก
เราแค่ต้องหารหาเพียงความทรงจำของเราเท่านั้น
ไอ้อันที่มันทำเราต้องกลัวทุกครั้งที่จะมองมันนั่นแหละ

 แต่วันนี้ เราพร้อมแล้วที่จะตามหามันท่ามกลางฝูงคนนี้

แม้ว่า

บางทีถ้าเราหลงไป

เราอาจจะหายไปเลยก็ได้

อย่างที่ใครซักคนว่าเอาไว้...อีกแล้ว

"พี่คะ ช่วยซื้อหนูหน่อยเถอะ อันสุดท้ายแล้ว"
 สาวน้อยในชุดตัวตุ่น ยื่นกล่องความทรงจำสีเทาๆมาให้เรา
"น๊า พี่นะ ช่วยหน่อยเหอะ เนี่ยวันนี้ถ้าขายไม่หมด แม่ตีตายเลย"
 อืม.....ถึงแม้ภายนอกมันจะดูไม่สวย
 แต่......หยิบมาดูมันก็ไม่เสียหาย เราหยิบกล่องความทรงจำสีเทาจากมือสาวน้อยชุดตัวตุ่นมาดู
พลิกซ้าย..........ดูแหล่งที่มา พลิกขวา...........
ดูรายละเอียดเล็กๆน้อย และยกดูก้นมัน........
เพื่อดูวันหมดอายุและชื่อผู้ผลิต ไม่อยากเชื่อ..........
มันคือสิ่งที่เราตามหา ความทรงจำที่เราตามหามันมา 3 เดือนเต็มๆบนถนนสายนี้!!
"เท่าไหร่เหรอน้อง" "20 หอยทอง 250 หอยเขียวจ๊ะ"
"อ่ะนี่จ่ะ" เราควักตังค์จ่ายอย่างไม่รีรอ แม้ว่าจะแพงไปติ๊สก็ตาม
ตอนนี้ผมรู้สึกเบิกบานที่ได้มันมา
ความทรงจำที่เมื่อก่อนเอาแต่กลัวที่จะเปิดดู
กลัวที่จะมองมัน แต่ตอนนี้พอได้มา
มันกลับทำให้เราบิกบานจนไม่สนใจอะไร
เสียงหวูดปลาวาฬดังอยู่เหนือหัวเรา
ป้าขายขนมจีนร้องโหวกเหวก
พร้อมเต้นท่าประหลาด บางคนวิ่งหนี

เราเห็นใครหลายคนรีบหลบเข้าไปอยู่ในร้านกาแฟ
แต่เรา.....ไม่สนใจหรอก ก็เพระตอนนี้ผมกำลัง

 

"เบิกบาน"

 

 

 

"ตูม!!!!!!!!!!"

 


"กริ๊ดดดดดดดดดดดดดด"
"เหี้ยแล้วไง"
"ช่วยด้วย"
"เรียกรถพยาบาลเร็ว"
"อ๊าก"
"สัดเอ๊ย"
"นั่นความทรงจำกู"
"เรียกรถพยาบาลเร็วๆ"
"ตายกันกี่คนวะเนี่ย"
"ปลาวาฬระเบิดเหรอ?"
"โอยยยยยยยย ทรมาน"
"เหี้ย! แขนใครวะ" "
อย่าสนอย่ามองนะ" ...............................
 

เสียงมัน.........
ดังอยู่รอบหัวเราไปหมด
ปวดไปทั้งตัว
หูก็อื้อ
เลือดสีส้มกำลังไหลออกจากหัวเรา
มันเจ็บไปทั้งตัว

ปลาวาฬไส้แตกทำเราไว้

และอีกหลายๆคน
ความทรงจำที่พึ่งได้มา
เราได้มีโอกาศได้ใช้มันแล้ว
 แต่เป็นเพียงช่วงเวลาตอนนี้เท่านั้น
น่าเสียดายที่เอาแต่กลัว .............
น่าเสียดาย..........
น่าเสียดายที่พอได้มา........... เรา............ เรา................. เราก็

 

 

แสงแดดที่น่าจะเป็นของอีกวันปลุกเราขึ้นมา
มองผ่านหน้าต่างโรงพยาบาลลงไปที่ถนนเส้นเดิม
ซากของปลาวาฬใส้แตกยังเกลื่อนกลาด
กลิ่นกล้วยสตรอเบอร์รี่กระจายไปทั่ว...เพราะใส้ของปลาวาฬ

ผ้าพันหัวเราไว้หนาตุ๊บ
เอนกายลงไปที่เตียงอีกครั้ง

เหลือบไปเห็นน้องตัวตุ่นโบกมือให้...

ใครว่าเราทำความทรงจำหาย

เราแค่ไม่ทันใช้มันต่างหาก

 

 

ยิ้มให้กับตัวเอง

แล้วก็มองคนอื่นเดินบ้าง

 

ดูเวลามันจะช้าลงกว่าทุกที

 

 

บางที

เราอาจจะไม่ได้หามันไม่เจอ...

เพียงแต่มันยังไม่ได้วางขายหรือเปล่าน้า.....

 

 

 

 


"จากจุดหนึ่งสู่จุดหนึ่ง...ยิ่งเราไปได้เร็วแค่ใหน
เราก็พลาดบางสิ่งไปมากเท่านั้น"

 

oranji

 

 

 

 

 

 

 

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ขอบคุณoranji นะที่มาช่วยแต่ง

เย้!!ในที่สุดถนนของเราก็มีหน่วยเงินแล้ว...

แต่สงสารปลาวาฬ

 

ขอบคุณมากๆครับ

 

cozycle

"Memory" again

บนถนนเส้นเดิม
 
เวลาตีเข็มสั้นไปเลขหก...
ตกเย็นแล้ว...แต่ผมยังไม่เห็นความฝันที่ตามหาเลย...
 
 
ปลาดาววิ่งไล่จับแม่ค้าขายฝัน...มันคงผิดกฏหมายที่เค้ามาเปิดร้านบนบาทวิถี
 
เหตุการณ์วุ่นวาย...ผมเลยบ่ายหน้าไปร้านกาแฟในห้องแถวเล็กๆข้างตรอกแห่งหนึ่ง
 
มันเป็นร้านกาแฟเดิมๆ...แบบคนจีน
กลิ่นเม็ดกาแฟต้มคลุ้งกรุ่นลอยลับลาพาให้อยากนั่งลงที่ม้านั่งริมร้าน...
จับกังสองคนนั่งดวดเหล้าขาว...เงียบเชียบที่มุมนึง
ตาแป๊ะอีกคนเล็มปาท่องโก๋แกล้มโอยั๊ว...
 
"โอเลี้ยง 1 เฮีย"
 
นั่งรอของดื่ม...ข้างนอกยังวุ่นวาย...
ฝูงคนวิ่งชนผู้หญิงคนนึงล้มลง...เอ๊ะ...หน้าคุ้นๆแฮะ
 
"โอเลี๊ยง 1 อะไรเพิ่มไม๊" ภาษาไทยสำเนียงจีนลากผมกลับเข้ามาในร้าน
"อืม...ไว้ก่อนนะเฮีย"
 
เพลิดเพลินกับเวลาที่ผ่านไป...ผมเริ่มขี้เกียจเดินไปให้ถึงปลายหมู่ตึกนั้นนิดๆแล้วล่ะ...
 
ตะลันเคลื่อนคล้อยพลอยเอาแสงสว่างไปด้วย
 
ร้านรวง"ความฝัน"กับ"ความทรงจำ"หายไป
กลายเป็นบางสิ่งที่ผมยังไม่แน่ใจ
 
 
ใครบางคนเดินเข้ามา...ไม่แน่ใจว่าเพราะร้านเต็มแล้วหรือเปล่า...แต่เธอเลยเดินมานั่งข้างๆผม
"โอเลี๊ยง 1 ค่ะเฮีย"
อืม...เลียนแบบกันหรือเปล่า...หรือว่าใจตรงกัน...
ไม่รู้สิ
ผมแอบหันหน้าไปมองเธอแวบหนึ่ง
เราสบตากัน
คิดไปเองหรือว่าเธอยิ้ม...ยิ้มให้ผม?
 
มองแก้วโอเลี้ยงในมือ...ผู้หญิงอะไรสั่งโอเลี้ยง?
เออช่างเถอะ...ผู้ชายยังสั่งสตรอเบอร์รี่ปั่นได้เลย
เสียงโทรทัศน์ในร้านดังแปร่งๆเหมือนลำโพงสเตอริโอโฟนิคราคาถูก
 
"รายงายข่าวพยากรณ์อากาศในความทรงจำ ปลาวาฬบินพาดผ่านทำให้กลุ่มเมฆกระจายหายไปหมด
อาจจะไม่มีฝนไปอีกหลายวัน...หรืออาจจะมีก็ได้ใครจะรู้...จบข่าว"
 
ครืดๆ.....แซ่ซซซ...แซ่ซซซ...
 
"รายงายอุบัติเหตุ ปลาวาฬตัวเดิมทำหัวใจหล่นใส่หลังคารถ ในความฝัน"
 
ปลาอะไรของมัน?
หันไปมองข่าวแวบเดียว
เธอก็หายไปแล้ว...
 
"เฮียๆ สาวคนเมื่อกี้ล่ะครับ"
"อ๋อ...อีแกซื้อใส่ถุงเดินไปแล้ว"
 
อ้าว...ผมลุกออกจากโต๊ะกำลังจะเดินออกไป
 
มีมือหนึ่งคว้าแขนผมไว้...
 
 
เธอหรือเปล่า?
 
 
 
ผมหันกลับไปตามแขนเรียวยาว
 
...ผิวหนังเหี่ยวย่น?
 
...ขนรักแร้รำไร?...
 
 
"อี...ลืม...จ่าย...ตังค์"
ปล่าว...คือเฮียร้านกาแฟนั่นเอง
"เอ่อ...นี่ครับเฮีย"
 
 
ผมกลับออกมาท่ามกลางฝูงชนอีกครั้งหลังจากพักเหนื่อย
เธอไปทางใหนล่ะ
 
ทางที่ผมเดินผ่านมา?
 
หรือทางที่ผมกำลังจะไป?
 
ไม่รู้ซิ...แต่ผมเชื่อว่าเธอจะต้องเดินไปทางเดียวกับผมอย่างแน่นอน...
 
ผมจึงเริ่มเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง
ไม่มีไอแดด
ไม่มีแผงลอยความฝัน
 
มีแต่เพียงปลาดาวคอยรักษากฏหมาย...
มนุษย์ราตรี
แสงจัทร์สาดทอ
 
และจุดหมายใหม่...
 
 
ไม่ใช่สุดปลายหมู่ตึกอันไกลโพ้น
 
แต่เป็นเธอที่ผมกำลังจะไปหา...
 
 
 
"คงเป็นเพราะว่าผมยังไม่รู้ว่าผมจะไปที่ใหน...เลยยังไม่มีจุดจบใดๆในชีวิตผม"
 
 
หวังว่าคราวหน้าผมจะได้มีเพื่อนร่วมทาง
October 01

Jeninn's "Memory"

ฉันเดินผ่านเส้นทางเดียวกันนี้เมื่อหลายเดือนก่อน
เราคงจะกระทบไหล่กันที่ไหนสักแห่ง
 
แต่ฉันไม่ใส่ใจหรอก
 
เพราะมีคนรอบข้างฉันมากมายในขณะนั้น
ทั้งคนผลักฉันจนล้ม แล้วเดินจากไปอย่างไม่ใยดี
บางคนก็ก้มลงมาดู
 
พอยิ้มให้
ก็พยายามจะดึงฉันขึ้นมา
ทั้งที่หัวเข่าฉันยังเจ็บอยู่เลย
 
ฉันเอามือปาดน้ำตา ...พยายามประคองตัวเอง
โดยคว้ามือเขาไว้เพื่อให้ตัวเองเดินได้มั่นคง
แต่มันไม่มีประโยชน์อะไรทั้งนั้น
 
ยิ่งเดิน
 
ยิ่งเหนื่อย
 
หันไปมองรอบข้าง ทำไมไม่ยักเห็นความฝันวางขายอย่างใครบางคนว่า
ทำไมร้านค้าพร้อมใจกับเปิดท้ายเลหลังขายความทรงจำกันเสียหมด ...
ความทรงจำมันไม่น่าเก็บรักษาถึงเพียงนั้นเชียวหรือ
 
ฉันยังจูงแขนใครบางคนอยู่ เดินกระโผกกระเผลกฝ่ากลุ่มคนมากมาย พลางก้มหน้า
เพราะ
กลัวจะหันไปเห็นความทรงจำของตัวเองวางอยู่ในร้านใดร้านหนึ่งระหว่างทาง ...
 
ฉันเพียงอยากเดินๆไปให้ไกลจากที่นี้ จะเป็นที่ไหนนั้นไม่สำคัญ ...
 
ก้มลงมองสภาพตัวเอง เข่ายังเจ็บอยู่ มืออุ่นๆของเขายังคว้าไว้แน่น
แต่ใจฉันกลับอ้างว้างมากขึ้นทุกที
 
ฉันพยายามไม่สนใจร้านค้าความทรงจำ
แต่พ่อค้า แม่ค้า ก็เข้ามาสะกิดให้ฉันหันไปมองอยู่ร่ำไป
 
แม่ค้าคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยสายตาหดหู่
คว้ามืออีกข้างของฉันแล้วยัดบางอย่างลงในมือฉัน
"ให้ฟรี"
 เธอบอกแล้วเดินหายไปในฝูงชน
ฉันก้มลงมองความทรงจำในอุ้งมืออย่างขมขื่น ..
ให้ตายสิ ฉันไม่ได้ต้องการมันเลย
"หยุดเถอะ"
ฉันบอกเขา
"... เดินต่อไม่ไหวแล้ว"
เขาหันกลับมามองฉันอย่างไม่เข้าใจ...
ฉันยังคงร้องไห้มาตลอดทาง ...
เขาคลายมือออกช้าๆ ประคองฉันลงนั่ง แล้วเดินจากไป
 
เขาคนใหม่ .. เดินเข้ามา ก้มลงถาม
"คุณเป็นอะไรหรือเปล่า"
เขาคนนั้นยื่นมืออุ่นๆให้ฉัน
"เอ้า จับมือไว้ ผมจะพาคุณเดินไปเอง"
ครั้งนี้ฉันลังเล เอามือลูบหัวเข่าที่เลือดยังไหลไม่หยุด
ฉุกคิด ..
ฉันควรจะคว้ามือเขาไปดีไหมนะ มันจะเป็นเหมือนเดิมหรือเปล่า ...
แต่...
แต่ถ้าฉันไม่เดินต่อไป
 
ฉันอาจจะหายไปท่ามกลางฝูงชน เหมือนที่ใครสักคนว่า..
 
นี่ฉันควรจะทำอย่างไร
ครั้งนี้ เขามองฉันนิ่งนาน ก่อนจะชักมือกลับ และผ่อนตัวลงนั่งข้างๆฉัน ...
เขาหันมาบอกด้วยแววตาอ่อนโยน
"เอาละ ..เราจะนั่งอยู่ตรงนี้ด้วยกันสักพัก"
เขาบอกสั้นๆ พลางยิ้มอย่างอารมณ์ดีและแสร้งทำไม่เห็นแผลอันน่าเกลียดที่หัวเข่าของฉัน ...
 
 
ชั่วขณะหนึ่ง เราหันมายิ้มให้กัน...
 
jeninn
 
 
 
 
 
 
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
จาก cozycle
 
ขอบคุณjeninnมากๆเลยที่เข้ามาแต่งต่อ
 
อยากให้ memory เกิดจากความทรงจำของใครหลายๆคนที่อยู่บนถนนเดียวกับผม
 
"เส้นทางชีวิต"
 
วันนี้มันอาจจะเป็นความทรงจำของตัวคุณ
 
แต่สุดท้ายมันอาจจะเป็นความทรงจำของพวกเราหลายๆคนก็ได้
 
"memory"
 
ป.ล.อยากรวมเล่มเป็นพ๊อคเก็ตบุ๊คจังเลยยยย...
 
 
September 29

"Memory"

ผมเดินฝ่าไอแดด
หมู่ตึกสองข้างทางขนาบยาวไกลออกไป
 
พ่อค้าหลากหน้าหลายตาดาดาษอยู่เป็นระยะ
 
"ความทรงจำดีๆไหมคร้าบบบ"
 
"Memoryถูกๆ...ซื้อสองเรื่องแถมความฝันอีก1"
 
ผมหยุดมองความฝันเรื่อง"รักแท้"
แล้วเลยลากสายตาไปหยุดที่ความทรงจำเรื่อง"พ่อรวย"
 
"แพงไปนิด"ผมคิดแล้วก็เดินต่อ...ผมมองหาอะไรอยู่
 
ความฝัน?
 
ความทรงจำ?
 
หรืออยากจะแค่เดินผ่านมันไปยังจุดหมาย...ที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าผมจะผมกับอะไรที่สุดปลายหมู่ตึกนี้
 
วณิพกบรรเลงบทเพลงเพื่อปากท้องซ้ำไปซ้ำมา
น่าตาชื่นมื่นเมื่อมีเสียงเหรียญกระแทกก้นกระบอกอลูมิเนียม
 
ผมหยุดดูแล้วเลยโยนเหรียญให้เหรียญหนึ่งเมื่อเพลงจบ
 
"จะไปใหนไอ้หนู"
"ผมก็อยากรู้"
"ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า"แล้วคุณลุงวณิพกก็หันไปจูนสายกีตาร์
 
"หัวเราะอะไรหรือลุง?"
 
"ไอ้หนู...รู้หรือเปล่าว่ามันไม่ได้สำคัญหรอกว่าอะไรมันรอแกอยู่ที่สุดปลายหมู่ตึกนั้น
แต่มันสำคัญว่าแกน่ะเดินผ่านอะไรไปบ้างต่างหาก...ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า"
 
 
 
ผมโบกมือให้ลุงวณิพกก่อนจากกัน...
 
ผมเดินต่อไปอีกครั้งแล้วหันกลับไปมอง...ผมเดินมาแค่ใหนแล้ว...
หรืออีกแค่ใหนที่ผมจะไปถึงจุดหมายได้?
 
นั้นซินะ...มันไม่ได้สำคัญหรอกว่าอะไรรอผมอยู่
แต่มันอยู่ที่ผมยังเดินต่อไปหรือเปล่าต่างหาก
 
ผมเดินเคียงแผงลอย"ความฝันและความทรงจำ"ตามข้างทางต่อไป
แต่ไม่เห็นเรื่องที่อยากจะซื้อมันซักที
 
นิ่งคิดแล้วก็เดินต่อ...มีหลายคนที่เดินสวนผมไป...แต่บางคนก็เดินไปพร้อมกับผม
หลายครั้งที่ผมเผอิญไปกระทบไหล่ใคร
แต่บางครั้งก็มีคนดันผมให้เดินต่อ
 
หลุดจากฝูงชนสู่ถนนที่กว้างกว่า
เงยหน้ามองฟ้า
 
ปลาวาฬบินชนก้อนเมฆ
บดบังแสงอาทิตย์อยู่ชั่วครู่
 
หมาปักเป้า...เห่าผมเมื่อเดินผ่านตึกแถวห้องหนึ่ง
ปลิงทะเลนอนตายเพราะโดนหมาปักเป้ากัด
 
 
 
 
ใจหายเล็กน้อย
แต่...ผมก็เดินต่อไป
 
แม้มองไม่เห็นจุดหมาย
 
 
เพราะ
 
 
"หากหยุดเดิน...
 
...ผมคงหายไปท่ามกลางฝูงชน"
September 25

L.I.F.E. 2

 นอกหน้าต่างบานเล็กในห้องสี่เหลี่ยม คือทิวทัศน์ของเมืองลอยฟ้า "กรุงเทพนวมหานคร" ดุริยะเพียรแก้ว นั่งเหม่อมองออกไปยังสุดปลายฟ้าสีครามซึ่งตัดกับทะเลเมฆเบื้องล่าง บานประตูห้องเปิดออกทหารสองนายเดินเข้ามา เขาถูกพาตัวไปยัง"ห้องอีกห้องหนึ่ง"
 ไฟสาดส่องหน้า บรรยากาศตึงเครียดในห้องที่ล้อมไปด้วยกระจก
 
"คุณทำอย่างนั้นทำไม?" การสอบสวนเริ่มต้น
 "คุณไม่เข้าใจ"
 "ถ้าผมเข้าใจ ผมจะยังต้องมาสอบคุณอีกหรือ?"
 "คุณเคยเข้าใจคำว่าอิสระภาพไหม?"
 "ผมซิต้องเป็นคนถามคำถามคุณ"
 "คุณเคยเข้าใจคำว่าอิสระภาพไหม?" ดุริยะเพียรแก้วย้ำคำเดิม
 ผู้ถูกถามนิ่งคิด...
 "คุณไม่เคยรู้จักมัน คุณถึงตอบไม่ได้...เหมือนกับที่คุณถามผมถึงเหตุผลในสิ่งที่ทำ พูดไปคุณก็คงไม่เข้าใจ"
 "แต่..."
 "ความเป็นไทคืออะไร คนที่เป็นทาสน่ะไม่รู้ตัวเองหรอกว่าเป็นทาส"
 "ผมไม่เข้าใจ คุณพยายามจะพูดอะไร"
 "ผมไม่ได้พยายามจะพูดอะไร เพราะคุณไม่เข้าใจ"
 เสียงกริ่งดังขึ้น นายทหารเดินไปรับโทรศัพท์ ประตูห้องเปิดออก
 "ทางผู้ใหญ่สั่งลงมา...คุณถูกปล่อยตัวแล้ว"
 
 
 ผ่านกลุ่มเมฆหมอกที่ละไปตามทางเดินชั้นล่างของลานหน้ากระทรวงกลาโหม ดุริยะ เพียรแก้ว เดินคู่มากับชายคนนึง
 "แก้ว...ผมว่าคุณชักจะทำอะไรเสี่ยงไปแล้วนะ ผมเข้าใจว่าคุณเริ่มจะคิดว่าสิ่งที่เป็นอยู่มันจำเป็น แต่ถ้าคุณยังทำอย่างนี้อยู่ ซักวัน...ผมอาจจะเอื้อมมือเข้าไปช่วยคุณอย่างที่เคยไม่ได้นะ"
 
"ยานลอย" โผล่พ้นก้อนเมฆขึ้นมาจอดเทียบท่า...แก้วหันไปจับมือกับผู้ที่ช่วยเขาออกมา เพื่อนตายของเขา
สมิธที ฟาริส
 "ขอบคุณนะมิธ ผมจะระวังให้มาก แล้วจะติดต่อไป"จากกันเพียงเท่านี้ แก้วลงไปในเรือ ภาพของนายทหารหนุ่มบนท่าเทียบไกลออกไปทุกที

 ยานลอยดำดิ่งกลับลงไปใต้เมฆ ชั่วอึดใจจึงโผล่พ้นสู่โลกเบื้องล่าง "กรุงเดิม"คือชื่อเรียกของกองสิ่งก่อสร้างที่ครั้งนึงเคยถูกเรียกว่ากรุงเทพ มองควันลอยอ้อยอิ่ง "ยานลอย" ยังคงรักษาระดับที่ความสูง 1000 เมตร
 
 "SilVeNuTs ยินดีต้อนรับกลับครับท่านดุริยะ ว่าแต่เราจะไปที่ใหนกันดี" กัปตันยานพูดผ่านหนวดเครารุงรังออกมา ในมือถือขวดน้ำเต้าใส่เหล้าจีน สิ่งที่แปลกออกไปจากผู้คนอื่นก็คือ กัปตันมีอายุภายนอกที่ประมาณ 60 ปี แม้ท่าทางจะเป็นเหมือนแค่คนแก่เพี้ยนๆแต่เขาก็คือหนึ่งในบุคคลกลุ่มน้อยที่ถูกเรียกโดยทั่วไปว่า "คนยุคเก่า" คนไม่กี่คนที่เคยมีชีวิตมาก่อน"วันล้างโลก" ลูกเรือในยานส่วนใหญ่ มีอายุไม่เกิน 20 ปี ทุกคนเคารพและเทิดทูนในตัว ดุริยะ เพียรแก้ว ด้วยเพราะอุดมการณ์ที่อยากจะเห็น "ฟ้าหลังฝน"กลับมาอีกครั้ง
 "อินโดฯ ผมต้องการไปเยี่ยมเพื่อน"
 กัปตันทำหน้าเร๋อ "เชวง?" ดุริยะ เพียรแก้ว พยักหน้า
 "เอ้าไปก็ไป อยู่มาเป็นร้อยๆปี ผ๊มก็ยังไม่เข้าใจไอ้เชวงอยู่ดี ท่านจะรับอะไรหน่อยไหมขะรับ"
 "ขอเหมือนเดิมละกัน ผมอยู่ที่ห้องดนตรีนะ"
 "ครับผ๊ม ไอ้หน่อง เดี๋ยวยกแม่โขงกับเครื่องไปให้ท่านที่ห้องเพลงนะ"กัปตันคว้าเครื่องกระจายเสียง ประกาศก้องไปทั่วยาน
 "เดลต้า 51 อัลฟา 85 มุ่งหน้าสู่เกาะเชวงเดินหน้าเต็มกำลัง!!..."
September 14

ช่างแม่ง...

บางคนอาจจะว่าผิด...
 
บางคนอาจว่าไม่เหมาะ
 
แล้วจะทำไม?
คุณมาใช้ชีวิตแทนผมได้ไหม?
 
 
แล้วคุณจะเข้าใจชีวิตผมได้ไง?
 
สิ่งที่ผมมี...ผมมีความสุขแล้ว...
 
หากอยากสุขกับผมก็เชิญ
 
แต่ผมไม่ยอมให้สิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขกลายเป็นสิ่งร้ายๆไปหรอกนะ...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
มันคือทางที่ผมกำลังเดินไปกับคนอีกคนนึงที่เป็นคนสำคัญของผม
 
และผมจะเดินไปด้วยกันจนถึงจุดหมาย
September 07

พบ...

บางสิ่งบางอย่าง
 
มันอาจจะไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมา
 
อาจไม่ได้อยู่ที่การกระทำ...
 
อาจไม่รู้ตัว...
 
 
 
มันเป็นแค่วิถีทางที่สุดท้ายจะไปจบลงตรงจุดที่คล้ายๆกัน...
 
 
ช่างมันเหอะ...
...เพราะชีวิตคือชีวิต...เราเลยไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรต่อไป...
ผมเริ่มเรียนรู้ที่มองอะไรในสายตาที่กว้างขึ้น...
การที่เริ่มรับเอาบางสิ่งเข้ามาในชีวิต...
...แรงผลักดัน
 
 
 
 
อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด....หากมันจะดีหรือร้าย    ก็คงมีบางคนกำหนดมันมาให้ผม
แต่ ณ ตอนนี้...ผมมีบางสิ่งที่ผมไม่อาจเปลี่ยน หรือ เสีย สิ่งนั้นไปอีกแล้ว...
 
สิ่งสำคัญ...
 
อาจจะดูว่าเป็นช่วงเวลาสั้นๆ...แต่มันเหมือนกับว่าไม่ได้พบกันมาแสนนาน
บางสิ่งที่คุ้นเคย...
 
ผมว่าผมอาจจะได้พบกับสิ่งที่พิเศษแล้วล่ะ...
และผมจะไม่ยอมเสียสิ่งนั้นไป...ไม่ว่าจะเกิดอะไร
 
 
ข้างๆโต๊ะเขียนแบบมือถือ ที่สวนสาธารณะหมู่บ้าน
August 17

กับอีก 1 วันที่ผ่านไป(บันทึก)

ถ้าความรักคือ ความห่วงใย ใส่ใจ และ คิดถึง...

ฉัน...คงรักเธอ...

 

 

ไม่เห็นสำคัญเลยกับสาเหตุที่เราผูกพันธ์

มันอาจจะเป็นเพราะความบังเอิญ

มันอาจจะเป็นที่ใครบางคนกำหนดมา

หรือมันอาจจะเป็นที่ดาวคอสมอส87ของกาแล๊คซี่อิเลคกราอุ้มเกิดระเบิดขึ้น

 

ใครจะรู้

 

ตราบใดที่เรายังมีสิ่งดีๆให้กัน

 

จะเศร้าไปใยกับชีวิตที่ต้องพานพบเจอสิ่งใหม่ๆเรื่อยไป

สิ่งเก่าๆของเราก็ยังไม่ได้จากไปใหน

จะห่วงอะไรหากเราเก็บทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในใจและความทรงจำ

หากวันนี้เราไม่ได้พบกัน   ก็อาจจะเป็นวันพรุ่งนี้ที่ใครได้พบเธอ

 

หรืออาจจะเป็นเมื่อวาน...

 

ทางเดินของเราอาจจะมาจากคนละทาง

อาจจะมาบรรจบเพื่อวิ่งไปด้วยกัน

หรืออาจจะแค่ตัดผ่านเข้ามาในชีวิตของกันและกัน

 

ใครจะรู้

 

แค่แสงสว่างวาบของชีวิตคนๆนึง

หากดวงไฟดวงน้อยนั้นติดอยู่ในตาของใครซักคน

 

ก็เพียงพอแล้ว

 

สิ่งดีๆไม่ได้ก่อเกิดจากเพียงแค่พบกัน

 

 

การที่เราได้พบกันนั่นคือสิ่งดีๆ

แต่...

มันคือสิ่งดีๆจากหลายสิ่งที่จะก่อเกิดจากความผูกพันธ์ในวันพรุ่งนี้ต่างหาก

 

 

 

 

 

หากคิดว่าเรามีความรู้สึกดีๆให้กัน...

ก็อย่าไปคิดมากเลย

รักพี่นุเหมือนที่ฟินรักน่ะแหละ...

พี่ก็คือพี่...อาจจะไม่เหมือนคนอื่น

แต่อย่าให้ความรู้สึกดีๆ...กลายเป็นอื่นไป

 

แยกให้ออก...

หากจะต้องเป็นพี่ชาย...หรือเพื่อน...หรืออะไรที่ฟินอยากให้เป็น...ก็ได้

แต่จำไว้ว่า...ฟินเป็นคนพิเศษสำหรับพี่นะ

 

 

ด้วยรัก

วุฒิกร   สุทธิอาภา

CoZyCle

 

บนที่นอนข้างหมอนกอดและลำโพง

 

 

August 14

ภาพลวงตา(เรื่องสั้น)

    ใกล้เที่ยง  ผู้คนพลุกพล่าน ผมกำลังเดินไปบนความสับสนวุ่นวายสถานที่เที่ยวยอดนิยมของวัยรุ่นไทย ในมือที่กำลังล้วงกระเป๋าอยู่นั้นคืโทรศัพท์มือถือที่กำลังรอคอยให้ใครบางคนโทรเข้ามาอยู่ ผมมักจะมาก่อนเวลานัดเสมอ ยิ่งในวันนี้ผมยิ่งจะต้องมาเร็วเป็นพิเศษ ผมนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงหน้าของร้านกาแฟแห่งหนึ่ง หยิบมะเร็งส่วนตัวขึ้นมาจุด ความสงบเล็กๆน้อยๆท่ามกลางความสับสน ผมมองดูไฟแช๊คของตัวเองแล้วก็นึก"ไฟแช๊คตัวละเป็นพัน มันต่างอะไรกับตัวละ 10 บาทวะ" แต่ช่างมันประไร ผมเก็บมันไว้ที่เดิม เวลาผ่านไป ชาใกล้จะหมดถ้วย เธอที่ผมรอก็มาพอดี ผมยกมือเรียกเธอ พอเธอเข้ามาใกล้พอ ผมจึงสังเกตุเห็นตาที่แดงคล้ำภายใต้แว่นกรองแสง เธอไม่ยิ้มแถมท่าทางอิดโรยซะอีก "สั่งอะไรไหม?" เธอส่ายหน้า เรานั่งคุยกันถึงเรื่องที่ค้างมาจากเมื่อคืนวาน "ทำไมล่ะ..."เธอพูดเช่นนี้ทุกครั้งที่ผมจบประโยค เหตุผลดูช่างมากมายเหลือเกินเวลาที่จะบอกเลิกกับใครซักคน ทั้งๆที่ตอนรักกันมันไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล เราเถียงกันอยู่นานจนเธอเริ่มจะร้องให้ กับความเป็นจริงตรงหน้า "ทำไมล่ะ" เธอยังคงพูดเช่นเดิม แต่ คราวนี้เปลี่ยนมาเป็นเสียงสะอื้น ผมเริ่มหมดความอดทน แต่ก็ยังคงนั่งอยู่อย่างนั้นปล่อยให้เธอได้พูดบ้าง "มันไม่มีค่าเลยใช่ไหม" หนึ่งจากหลายๆประโยคที่แทงเข้ามาที่ใจดำของผมได้ มันทำให้ความคิดทั้งหมดของผมคำนวญอย่างรวดเร็วถึงวันคืนเก่าๆที่เราเคยมีกัน มันอาจจะดูน้ำเน่าไปซักนิด ถ้าผมจะบอกว่าผมไม่อาจลืมเธอได้หรอก ผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา แต่กาลเวลาหยุดอยู่ที่โต๊ะของเรา เธอหยุดพูด ความเงียบงันพลันแทรกเข้ามา "รักกันตลอดไปนะ..." คำพูดเก่าๆของเธอที่มีค่าเสมอดังก้องอยู่ในหัวผม แต่ผมตัดสินใจแล้วว่าต้องจบความสัมพันธ์บ้าๆนี้เสียแต่ตรงนี้ซะ เธอจะรู้บางไหมว่า ภายใต้หน้าตาเย็นชาที่มองเธออยู่นั้น มันปวดร้าวพอๆกับเธอ เมื่อน้ำตาของเธอเอ่อขึ้นมา ผมก็เริ่มที่จะทนไม่ได้แล้ว ไม่ใช่ว่าทนเธอไม่ได้ แต่ ทนใจแข้งต่อไปไม่ไหวแล้วต่างหาก

 

    ผมโยนตังค์ลงบนโต๊ะ พลันลุกขึ้นผละออกมาจากร้านกาแฟ เธอยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น ผมเหลียวกลับไปมอง เห็นผู้หญิงคนนึง นั่งสะอื้นอยู่คนเดียว...

 

    "มันยากนะ กับการที่เราจะสามารถพบคนที่ใช่ แต่...มันยากยิ่งกว่า กับการที่จะรักษาคนๆนั้นไว้กับเรา" ผมพึ่งมาคิดได้ เมื่อตอนที่ต้องนั่งคุยกับคนที่นอนหลับอยู่บนเตียงทั้งวันฟัง คนที่ผมรัก เธอนั่นเอง...

 

    หลังจากที่ผมผละออกมาจากร้านกาแฟในเช้าวันนั้น ด้วยความเซ็งผมจึงยังคงเตร็ดเตร่อยู่แถวๆนั่น กระทั่งเย็น ผมเดินอย่างเรื่อยเฉื่อยผ่านห้างฯดังแห่งหนึ่งมาหยุดที่ป้ายรถเมล์ ที่ผมขึ้นกลับบ้านเป็นประจำ แต่มีสิ่งที่ต่างไป ไทยมุงนับสิบกำลังจ้องมองบางสิ่งข้างหน้ารถเมล์ที่จอดขวางป้ายฯอยู่ "มันอะไรกันนักวะ" ผมบ่นขึ้นมาลอยๆด้วยความเซ็ง พลเมืองดีคนนึงจึงเจ๋อบอกมาว่า "ผู้หญิงโดนรถชน นิ่งไปเลยพี่ เห็นว่าร้องให้อยู่ด้วยนะ" ใจผมตกวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม รีบแหวกฝูงชนเข้าไปยังที่เกิดเหตุ เธอ...เป็นเธอจริงๆ ผมทรุดตัวลงไปประคองเธอไว้โดยไม่ได้ฟังเสียงของนายตำรวจที่กำลังควบคุมสถานการณ์อยู่ เหมือนเธอจะรู้ว่าเป็นผม เธอลืมตาขึ้นมาขณะที่ผมเงี่ยหูลงไปฟังแล้วพูดกับผมว่า "กลับมาแล้วหรอ" ผมอยากจะร้องให้แต่ก็ได้แต่ซบหน้าลงไปบนแก้มที่อาบไปด้วยเลือดและน้ำตา "ขอโทษนะ"

 

    เธออยู่ในห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน เมื่อหมอออกมาบอกกับผมว่า "เสียใจด้วยครับ..." แค่คำๆเดียวก็ทำให้ผมไม่อยากจะฟังต่อไปซะแล้ว "สมองของเธอได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ทางเราได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วครับ หมอเชื่อว่า อาการของเธอจะดีขึ้นในเร็ววันนี้ ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ" ผมนิ่งอยู่อย่างนั้น มองดูเธอผ่านกระจกเข้าไป จนพ่อแม่ของเธอตามมา พวกเขาไม่ได้ว่าอะไรผมแม้ซักนิด แต่นั่นก็ยิ่งทำให้ผมโทษตัวเองหนักเข้าไปอีก

 

    ไม่กี่วันต่อมา เธอพ้นขีดอัตรายมาได้แต่ยังคงไม่ฟื้น หน้ากากออกซิเจนและสายระโยงระยางเต็มไปหมด ผมแบกงานทั้งหมดมาทำที่โรงพยาบาล ซึ่งก็ไม่ยากเท่าไรสำหรับGraphic Designer สมัยนี้ก็แค่ซีดี 1 กอง กับ คอมฯ 1 เครื่อง ใจจริง...ผมอยากจะให้เธอพบผมเป็นคนแรก เมื่อยามที่เธอฟื้นขึ้นมา ผมไม่รู้หรอกนะว่าเธอจะได้ยินหรือเปล่า แต่ผมก็มักจะเล่าเรื่องต่างๆให้เธอได้ฟังตลอดเวลาที่ผมอยู่ข้างๆเธอ เธอคงจะได้ยินเพราะบางที เวลาที่ผมมองหน้าเธอ จะเห็นว่ามุมปากของเธอยิ้มขึ้นมานิดนึง หรือผมอาจจะคิดไปเอง

 

    แล้ววันนั้นก็มาถึง ผมกำลังสัปหงกอยู่ข้างๆเธอและสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงของคนที่อยู่ข้างๆผม ผมเรียกชื่อเธอเมื่อตอนที่เธอยันตัวขึ้นมานั่ง เธอมองผมอย่างตื่นๆ น้ำในตามันเอ่อล้นผมไม่รอที่จะโอบกอดเธอซักครั้งหลังจากที่รอมานาน แต่...เธอปัดมือของผมที่โอบเข้าไป "คุณจะทำอะไรฉันคะ" ผมชะงักทันที "แล้ว แล้วคุณ...คุณเป็นใครคะ...?"
 
 

August 07

L.I.F.E. "Intro" บทเกริ่นนำ

ปี 2205 หาดจอมเทียน พัทยา
 กลางค่ำคืนในเดือนธันวาคม แสงจันทร์สาดทอลอดผ่านทิวต้นมะพร้าวลงมายังเก้าอี้ริมหาดอันโดดเดี่ยว เขาหยิบแคปซูลบรั่นดีออกมาจากตลับใส่เม็ด

เหล้าหลากยี่ห้อหย่อนลงในแก้วใส่น้ำ ปฎิกิริยาเคมีก่อเกิดเป็นแอลกอฮอลล์รสนุ่มสีนิล เขาทอดสายตาหาทะเลอันไร้จุดหมาย ใครจะรู้ว่า ดุริยะ เพียรแก้ว ศิลปินผู้มีชื่อ

เสียงจะมาหลบมุมอยู่ในซอกหลืบแห่งความเงียบเหงาแห่งนี้ ชายอายุประมาณเกือบ 100 ปี ในร่างของคนอายุเพียง 25 ปี แม้ร่างกายจะยังเป็นคนหนุ่ม แต่ดวงตาคู่นั้น

ฉายความครุ่นคิดและอดีตอันชุ่มโชกของเขาได้อย่างดี จากอดีตอันรุ่งโรจน์ผ่านยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงชายผู้ซึ่งได้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาดุริยศาสตร์ตั้งแต่ชั้น

ม.6 ยังคงคัดค้านความเห็นของ"สหสังคมพิภพโลก"
 
 ปี 2050 ชาวโลกประสบกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สุดในโลกเมื่ออุกกาบาตลูกหนึ่งได้หลุดเข้ามาในชั้นบรรยากาศของโลก แต่ด้วยระบบเตือนภัยที่ผู้คนเริ่ม

ตื่นตัวจากเหตุการ์คลื่นยักษ์เมื่อปี 2004 ทำให้สหประชาชาติและองค์กรการบินและอวกาศแห่งสหรัฐสามารถสกัดยิงก้อนอุกกาบาตไว้ได้ ทว่า ถึงแม้โลกจะยังไม่ถึงกาล

แตกดับ แต่เศษเสี้ยวนับพันนับแสนชิ้นของก้อนอุกกาบาตขนาดรัศมี 10 กิโลเมตร ก็กระจัดกระจายสร้างความเสียหายแก่มนุษยชาติเหลือคณานับ ประชากรส่วนใหญ่ได้

สูญหายไปในเหตุการณ์ที่ถูกเรียกว่า"วันล้างโลก"นี้ ผู้เหลือรอด ต่างคิดเป็นทางเดียวกันว่าถึงเวลาที่โลกควรจะรวมเป็นหนึ่งได้แล้ว ผู้นำที่เหลือรอดต่างรวมตัวกันจัดตั้ง

องการณ์"สหสังคมพิภพโลก"โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่นครเนปาล โลกไร้ซึ่งพรหมแดน อุปสรรค การแก่งแย่ง และสงคราม ผู้คนต่างเปรียบยุคแรกเริ่มนั้นว่าเป็น "ฟ้าหลัง

ฝน" อย่างแท้จริง แม้ประชากรจะลดน้อยลง แต่องค์ความรู้ต่างๆกลับพัฒนาไปได้เร็วขึ้น และแล้ว สิ่งหนึ่งก็เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล
 ปี 2069 "กระทรวงการสุขภาพแห่งโลก" ได้สามารถถอดรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ได้ครบถ้วนเป็นครั้งแรก สิ่งที่ตามมา คือเทคโนโลยีอายุวัฒนะ ผู้คน

แห่กันไปรับบริการ"คงอายุ"กันถ้วนหน้า ด้วยนโยบายเพิ่มประชากรโลกของ"สหสังคมพิภพโลก" เด็กเกิดใหม่จะไม่ป่วยไข้อีก คนหนุ่มสาวจะคงอยู่ตลอดกาล ความ

ตายกลายเป็นสิ่งไร้ขอบเขต ผู้คนจึงเริ่มลืมเลือนความหมายของชีวิตไป
 ปี 2100 "สหสังคมพิภพโลก" เฉลิมฉลองศตรววษใหม่ด้วยการบังคับฝังคอมพิวเตอร์จิ๋วลงในสมองของมนุษย์ทุกคนในโลก เนื่องจากความเสื่อมถอยใน

สภาพสังคม การเข้าไปแทรกแซงสมองของมนุษย์จึงเป็นทางเลือกสุดท้ายของ"สหสังคมโลก"

    "ชีวิตไร้ขอบเขต บนขอบเขตของชีวิต"

 เม็ดแคปซูลในตลับของ ดุริยะ เพียรแก้ว เหลือเพียงสองเม็ดเขียนว่า "40 ดีกรี" และ "ซ่งกัง" เขาเลือกหยิบเม็ดแรกมาใส่ลงในแก้ว "แด่ประชาธิปไตย

จอมปลอม" แสงไฟสาดทอ เสียงเฮลิคอปเตอร์ก้องฝ่าเสียงคืนมีทหารสามนายลอยตัวลงมาด้วยเครื่องไอพ่นแบบติดหลัง "กระผม ร้อยเอกดาเลาะ มาขอพาตัวท่านกลับ

ครับผม" นายทหารตรงรี่เข้าคุมตัว ดุริยะ เพียรแก้ว


อ่านต่อฉบับหน้า>>>

เรื่องโดย วุฒิกร สุทธิอาภา cozycle

 

August 05

ความหมาย...

วันทุกวันผ่านไปเหมือนเมื่อวาน...
...ไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้วที่เราใช้ชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง
ไร้ความหมาย...
 
         ความเหงาบางทีมันก็ทำให้คนเรามันท้อได้เหมือนกัน...บางคนอาจจะเห็นฉากหน้าที่ฉาบไว้ด้วยเสียงหัวเราะ...แต่ความเป็นจริงก็ยังเป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจ
        
        ความหมายของชีวิตคืออะไร...สำหรับตัวผม...การที่มีใครซักคนที่จดจำเราได้ก็เพียงพอแล้วที่เราจะได้เกิดมา
 
        แค่แสงสว่างวาบ...
 
        แต่ถ้าแสงสว่างดวงนั้นสามารถไปจุดประกายให้กับใครซักคนได้ก็พอใจแล้ว...
 
        นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมเลือกเดินมาบททางนี้...ผู้คนที่อยู่ระหว่าง....วิทยาศาสตร์ และ ศิลปะ
 
        สถาปนิก...
 
        ผมไม่ได้คิดจะเปลี่ยนแปลงโลก...ผมไม่ได้คิดจะสร้างสันติภาพ...ผมแค่ต้องการสร้างสิ่งถาวรที่จะเป็นตัวแทนของผมเมื่อผมจากไปเท่านั้นเอง....
       
 
        แต่ในวันนี้ผมเริ่มมีความหมายใหม่...ผมควรจะอยู่เพื่อสร้างอย่างอื่นที่มากกว่าตัวเอง...ผมไม่รู้หรอกนะว่ามันคืออะไร...มันใหม่สำหรับผม...แต่อย่างน้อยตอนนี้...ก็คงจะมีซักคนแล้วล่ะที่จะจดจำผมได้...
         
       คนที่ผมอยากจะสร้างความหมายดีๆให้กับเธอ
 
       
 
 
      " ตอนนี้ผมไม่ได้อยู่เพื่อสร้างอดีตให้วันพรุ่งนี้
 
       แต่ผมอยู่เพื่อจะสร้างวันพรุ่งนี้ให้กับวันนี้ "
 
 
โซฟา ณ ห้องรับแขก
Cozycle
 
July 31

-จุดเริ่ม-

มันเป็น จุดเริ่มของบางสิ่ง

กับความฝันที่พยายามสร้างมันขึ้นมา

ผมไม่รู้หรอกว่ามันจะไปได้ไกลซักเพียงใหน

และผมก็ไม่รู้ว่าใครจะยืนอยู่ข้างผมบ้าง

 

และ...พร้อมจะก้าวไปพร้อมกัน

 


CROSS OVER

ดูไปอาจจะเป็นเรื่องไม่ยาก

ใช่!มันไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำ

แต่มันยากที่จะทำให้ดี

 

รู้ไหมว่าการสร้างบางสิ่งบางอย่างให้มันถาวรเนี้ยมันโคตรยากเลย

 

ผมรู้ว่ามันยาก...แต่ก็รู้ว่าผมไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว

Onelife-Oneshot

ผมจะต้องทำมันให้ได้

 

กับจุดๆหนึ่งในวันนี้

 
There are no photo albums.